For those of you who have been reading my blog for some time, you might have noticed we love to try different fine dining venues during our journeys. I believe the combination of exclusive settings, award-winning chefs and the company of those we love make those moments much more than just a posh evening at the table, and more of a special trip within my travels.

ใครที่ติดตามอ่านบล๊อกของเรามาซักระยะ คงจะพอสังเกตุเห็นว่านอกเหนือจากเรื่องท่องเที่ยวแล้ว คู่เรามักจะตระเวนกินตามร้านอาหารอร่อยติดดาวอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะเรารู้สึกสนุกกับการได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศของแต่ละถิ่นแต่ละเมือง และชื่นชอบในผลงานของเชฟผู้ทุ่มเทเหล่านั้น ไม่น้อยไปกว่าการได้ไปเห็น ได้ไปเยือนเมืองท่องเที่ยวนั้นๆค่ะ สำหรับเราการทานอาหาร fine dining ที่ร้านมีชื่อ จึงไม่ใช่แค่การโอ้อวดหรือตามกระแส แต่มันคือประสบการณ์การเดินทางอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้ทั้งความอิ่มอร่อย ความบันเทิง อีกทั้งได้เรียนรู้วัฒนธรรมการปรุงอาหารของแต่ละชาติ และได้เห็นเป็นบุญตาถึงเทคนิคของเชฟยอดฝีมือแต่ละคน ยิ่งกว่านั้นการได้นั่งร้านสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทานอาหารอร่อยๆ กับคนรู้ใจ เราว่ามันเป็นโมเม้นต์ที่สวยงามน่าจดจำออกจะตายไป หรือใครว่าไม่จริงคะ?

Processed with Snapseed.

Processed with Snapseed.

 At the end of our trip to Milan Expo and Lake Como we hit the road under the rainy skies and we drove pass the Swiss lake of Lugano, then again along the shores of Lake Maggiore in Italy before arriving  at Lake Orta in the Piedmont region. Four lakes in a day: this is the lake region, after all!

จาก Lake Como จุดหมายถัดมาของเราคือ Lake Orta ทะเลสาปขนาดเล็กในแคว้น Piedmont ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ด้วยความที่มีเวลาทั้งวัน เราจึงแพลนขับรถชิลล์ๆชมวิวไปเรื่อยๆไม่รีบร้อน เราขับข้ามประเทศเข้าไปในเขตสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีพรมแดนติดกัน แวะเดินเล่น จิบกาแฟเบาๆที่ริม Lake Lugano ทะเลสาปชื่อดังของชาวสวิส แล้วจึงขับวกกลับเข้าอิตาลีผ่านทะเลสาปขนาดใหญ่อีกแห่งที่ชื่อ Lake Maggiore ก่อนจะขับต่อไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่ Lake Orta สรุปว่าวันนั้นตะบี้ตะบันไปมาทั้งหมด 4 ทะเลสาปจ้าาา เชื่อแล้วว่าแถบนี้เค้าเป็นเจ้าถิ่นแห่งทะเลสาปตัวจริงเสียงจริง

The final destination was the extravagant Villa Crespi, built at the end of the 19th century by a rich textile merchant, who fell in love with Moorish architecture during his trips abroad and decided to build a summer residence with an unique twist.

The villa now hosts the Relais & Chateaux Villa Crespi, a luxury hotel with a two-Michelin starred restaurant run by the Chef Antonino Cannavacciuolo. The chef is a star in Italy, being the host of Hell’s Kitchen Italy, and his passion for food and cooking skills have won him recognition worldwide. This is pretty much a family run establishment, his wife is looking after the hotel while he supervises the kitchen. It was great to meet them both in person during our stay, too often famous chefs are nowhere to be seen in modern restaurants.

Our Junior Suite was so comfortable I immediately felt sorry we only booked one night in this hotel, however given the rainy weather we didn’t do much that afternoon and we enjoyed the room until it was time to go downstairs for dinner.

และแล้วก็มาถึง Villa Crespi โรงแรมหรูในเครือ Relais & Chateaux ที่ถูกดัดแปลงมาจากอาคารเก่าที่สร้างขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เจ้าของเดิมเป็นมหาเศรษฐีวงการธุรกิจสิ่งทอผู้หลงใหลในสถาปัตยกรรมสไตล์ Moorish ซึ่งได้อิทธิพลมาจากชาวอิสลามที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของแอฟริกา จึงได้สร้างอาคารนี้ขึ้นเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศในช่วงฤดูร้อน

นอกจากโรงแรมจะมีหน้าตาสวยสะดุดตาแล้ว ร้านอาหารในโรงแรมก็เป็นจุดขายที่ดึงดูดลูกค้าไม่น้อย ด้วยเพราะเชฟร่างใหญ่ขวัญใจชาวอิตาลี  Chef Antonino Cannavacciuolo จาก Hell Kitchen Italy  ที่มี signature ชอบตบบ่าผู้เข้าแข่งขันแรงๆจนแทบกระอัก คือเจ้าของโรงแรมและเชฟใหญ่ที่ดูแลร้านอาหารระดับมิชิลินสตาร์สองดาวแห่งนี้นั่นเอง วิลล่านี้แท้จริงแล้วคือธุรกิจของครอบครัว Cannavacciuolo ที่ภรรยาดูแลจัดการในส่วนของโรงแรม ส่วนสามีกุมบังเหียนอยู่ในครัว นับว่าเป็นแพทเทิร์นธุรกิจที่น่าสนใจไม่เบา

img_9039

img_9041

img_9040

img_9070

เราจองห้องพัก Junior Suite สำหรับหนึ่งคืน พอดีกับที่อากาศช่วงนั้นไม่ค่อยเป็นใจ ฟ้าครึ้มฝนเทตลอดวัน เราจึงถือโอกาสขลุกตัวกันอยู่แต่ในโรงแรม ตั้งใจจะใช้บริการให้คุ้มค่าอย่างเต็มที่ ห้องสูทที่เราพักใหญ่โตหรูหราสมราคา เตียงขนาดคิงส์ไซส์วางเต็มไปด้วยหมอน (หมอนเค้านิ๊มนิ่มค่ะ) ด้านในมีประตูอีกชั้นกั้นแบ่งส่วนห้องน้ำ-ห้องนั่งเล่นเป็นสัดเป็นส่วน โถงหน้าห้องพักกับบันไดก็สวยงามเลอค่า เป็นแบ็คกราวน์ถ่ายรูปชั้นยอดทีเดียว ส่วนตัวเราชอบอาคารบ้านเรือนหะรูหะราสไตล์แขกๆอยู่แล้ว มาเจอที่นี่ถือว่าเข้าทางเลยค่ะ

อันที่จริงสิ่งที่ประทับใจที่สุดในโรงแรมนี้กลับไม่ใช่ความหรูหราใดๆ แต่คือการได้เจอทั้งเชฟและภรรยาอยู่ดูแลความเรียบร้อยในโรงแรม ปกติเชฟชื่อดังขนาดนี้มักจะไม่ได้เจอตัวกันง่ายๆ จึงขอให้คะแนนความใส่ใจเต็มร้อยไปเลยค่า

299

img_9043

img_9045

img_9044

พอได้เวลาที่จองดินเนอร์ไว้ เราก็ย่างกรายลงบันไดมุ่งตรงไปที่ห้องอาหารด้านล่าง เริ่มมื้อพิเศษด้วยแชมเปญกับอาหารทานเล่น ก่อนที่เราจะสั่ง tasting menu ชื่อเก๋ “เส้นทางจากใต้สู่เหนือของอิตาลี” เชฟต้องการนำเสนออาหารแต่ละจานเสมือนเป็นตัวแทนการเดินทาง เริ่มจากทางใต้ที่เป็นเมืองชายทะเล จานแรกๆของคอร์สจึงเป็นวัตถุดิบจากทะเล อันได้แก่ หอยนางรม ปลาหมึก ปลากระบอกแดง และกุ้ง scampi ไล่ขึ้นมาทางเหนือที่เป็นภูเขาและที่ราบ จึงนำเสนอเมนูภาคพื้นดิน นำขบวนโดย ตับห่าน นกพิราบ และชีสหลากชนิด ลูกเล่นที่เชฟทำได้เหนือความคาดหมาย คือการแมตช์ wine pairing กับอาหารแต่ละจาน ด้วยธีมตรงกันข้าม “จากเหนือลงใต้” เป็นการหักมุมได้เก๋ไก๋ไม่หยอก เอาอาหารใต้แมตช์กับไวน์ทางเหนือ แล้วเอาอาหารเหนือไปแมตช์กับไวน์ทางใต้!

ส่วนอาหารเช้าก็เสิร์ฟที่ห้องอาหารเดียวกัน เป็นเมนูไข่ตามสั่ง บรรยากาศสวยงามไปอีกแบบ

We ordered the tasting menu “The Italian Route from South to North”, being in a way the journey of the chef from the south of Italy to this residence in the north. The ingredients of each region are crafted by his skillful hands to create amazing dishes such as “Raw Scampi” pizza style or Red Mullet with smoked cheese broth, where typical southern flavors are mixed in new ways I never thought would match well together, but no need to tell you: they were amazing!

img_9046

304

img_9049

Moving further north to Piedmont we enjoyed a great pigeon with foie gras and cocoa beans followed by cheese platter, all of this paired with a great selection of italian wines, this time themed “From North to South”.

I loved the concept behind this menu, tasting menus are meant to be culinary journeys, and this menu clearly sets what the chef wants to represent. The setting is perhaps too formal so maybe not everyone’s taste, but let the food do the talking and you will soon feel in heaven.

Next day we decided to explore the little town of Orta San Giulio, where Villa Crespi is located. The weather did not want to improve but nevertheless we felt the charm of this little town by the lake.

This area is often overlooked by tourism but I believe it is the prettiest lake I have seen in those few days up north, it is the perfect setting for an amazing weekend, exploring the town, walking by the lake and enjoy some of the best food Italy has to offer. I guess it was fate the weather was so poor, someone trying to tell me to visit again with glorious sunshine.

เช้าถัดมาฝนยังคงโปรยปราย แต่ก็ไม่อาจหยุดแพลนเยี่ยมเมืองสุดท้ายของเราได้ Orta San Giulio เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ริมทะเลสาป Lake Orta ต้องบอกว่าเมืองนี้เค้าจิ๋วแค่ขนาด ส่วนบรรยากาศกับวิวนี่สวยไม่แพ้ที่ไหนๆ ขนาดว่าเป็นวันฝนตก ฉันและคุณสายังเห็นพ้องต้องกันว่าที่นี่สวยกว่าทุกทะเลสาปที่ผ่านมาตลอดทั้งทริป ส่งท้ายกันแบบเปียกๆหนาวๆแต่ก็ประทับไม่น้อยค่ะ เดาว่าคงเป็นสัญญาณจากเบื้องบนที่อยากให้เรากลับมาใหม่ในวันที่ฟ้าใสและอากาศเป็นใจกว่านี้ละมังคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s