Italy is a beautiful country, the historic cities are full of art and are a pleasure to explore, but in the heat of the summer at times it is the countryside that I enjoy the most, so when the opportunity to travel to Verona came to me, considering it was the middle of August I opted to stay in the wine growing region of Valpolicella, on the hills between the city of Romeo & Juliet and Lake Garda.

นั่งยันนอนยันตรงนี้ว่าหน้าร้อนของทางยุโรปไม่ได้ต่างอะไรจากบ้านเราเลยค่ะ ออกแดดทีผิวแสบไหม้เกรียม ครีมกันแดด SPF 500 ก็ยังเอาไม่อยู่ มิน่าล่ะพอเข้าเดือนสิงหาปุ๊บ ชาวอิตาเลียนต่างพร้อมใจไปนอนชิลล์ที่ทะเล เล่นน้ำ อาบแดด นั่งจิบ granita คลายร้อน ภาพที่เห็นชินตาคือชายหาดหน้าร้อนที่อัดแน่นทุกอณูไปด้วยมนุษย์บิกินีจนแทบจะมองไม่เห็นผืนทราย จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงเลี่ยงการไปทะเลช่วงเดือนสิงหาคม

ถ้าไม่ไปทะเลงั้นไปที่ไหนดีล่ะ? มาค่ะ เราจะพาเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวเมืองริมทะเลสาปพร้อมแวะชิมไวน์เก๋ๆ เดินเซท้าแดด (จะดีเหรอ 555) แหล่งไร่องุ่นขึ้นชื่ออีกแห่งของอิตาลี ต้นกำเนิดไวน์แดงรสขม Amarone อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองแห่งโรมิโอ-จูเลียต ให้ใบ้มากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว งั้นขอเฉลยเลยละกัน เรากำลังจะพาทุกท่านไปยลความงามของแคว้น Valpolicella แหล่งไวน์ชั้นดีนอกสายตาที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องไวน์

My base could be nowhere else than the Byblos Art Hotel Villa Amista, after a first glance I was already in love with the eccentric and quirk idea behind this hotel, a beautiful historical Venetian villa full of modern art and character, the perfect match between classic beauty and modern creativity.

The main hall is an explosion of colourful art, I could have spent hours wandering around taking pictures, if it wasn’t for the beautiful gardens that were even more fun to explore. In the evening, dinner would be served under the gazebo, the staff would make us feel welcome like family members, and I would let me surprise me with their wine selection while enjoying a lovely meal.

ขับรถจากบ้านเรามาประมาณสองชั่วโมงกว่า ก็มาถึงที่พักที่เราแอบตั้งตารอ Byblos Art Hotel Villa Amista วิลล่าเก่าสไตล์เวเนเชี่ยนที่จัดสวนดอกไม้ได้สวยเนี้ยบ มีรูปปั้นน้ำพุน้ำสีฟ้าใสแจ๋วตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าวิลล่า ยังขับรถเข้าไปไม่ทันถึงตัวโรงแรมก็รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกของเจ้าหญิงซะแล้ว ซินเดอเรลล่าหรือเบลล์? เราจะเป็นตัวละครตัวไหนดีนะ? (ครุ่นคิด) ระหว่างที่เข้าไปเช็คอินและยังเลือกบทให้ตัวเองไม่ได้ เจ้าหญิงจอมมโนอย่างดิชั้นต้องตกตะลึงอีกครั้งกับงานศิลปะและเฟอร์นิเจอร์สีสันฉูดฉาด รูปทรงอาวองการ์ดจำนวนมากมายที่อัดแน่นอยู่ในห้องโถงล๊อบบี้ของโรงแรม ใครจะนึกว่าวิลล่าสุดคลาสสิคแบบเจ้าหญิงดิสนีย์จะหักมุมด้วยการเลือกใช้ของตกแต่งที่ให้อารมณ์โมเดิร์น ฟังกี้ หลุดโลก งานตัวพ่ออย่างฟิลลิปสตาร์กก็มา ถ้าไม่บอกนี่นึกว่ามางานแสดงนิทรรศการ contemporary art ย่อมๆ สายอาร์ต สายแฟ ถ้าคุณได้มาที่นี่การันตีได้เลยว่าจะยิ้มไม่หุบ

ห้องอาหารอยู่ที่ด้านนอกอาคาร จัดแต่งแบบ gazebo garden หรือสวนที่มีซุ้มหลังคา หลังคากระจกใสมีผ้าขาวห้อยระย้า ดูโรแมนติกเหมือนกับงานแต่งงานยังไงยังงั้น เมนูอาหารก็ครีเอทไม่เบา จับคู่เข้ากับไวน์ท้องถิ่นยิ่งน่าประทับใจ เห็นโต๊ะข้างๆสั่งอะไรไม่รู้ โดนเอาผ้าปิดตากินจ้าาา (ก็ครีเอทไป๊ 555) รวมๆแล้วชอบบรรยากาศและบริการ โดยเฉพาะชุดของบริกร ใครออกแบบให้น๊อ สีสันและหน้าตาถูกใจเจ๊จริงๆ

Valpolicella region near Verona has made a name for itself thanks to the legendary Amarone wine, made with partially dried grapes of locally grown Corvina, Molinara and Rondinella. But there is something more to the region than wine tasting alone, luckily some top producers have turned historical villas into hospitality centers, so after tasting some great vintages from Guerrieri Rizzardi I could wander around the Gardens of Pojega.

แคว้น Valpolicella (วัลโปลิเชลล่า) อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองเวโรน่า เมืองโรแมนติกในฝันของใครหลายๆคนที่อยากตามรอยนวนิยายรักชื่อดังของเชคสเปียร์ พอหายตื่นเต้นจากความตระการตาของโรงแรม เราก็เริ่มออกตระเวนชิมไวน์ตามเป้าหมาย มาถึงแคนทีนไวน์ Guerrieri Rizzardi เป็นที่แรก ณ เวลา 11 นาฬิกา กะว่าวันนี้จะชิมไวน์รัวๆแทนข้าวกลางวันกันไปเลย ที่นี่เปิดเป็นร้านขายไวน์เล็กๆ มีช้อยส์ให้เลือกชิมและขายอยู่ไม่กี่ตัว อันที่จริงเรามุ่งความน่าสนใจไปที่ Gardens of Pojega สวนสวยพร้อมวิลล่าเก่าซะมากกว่า ปกติต้องซื้อบัตรเข้าชมแต่สำหรับลูกค้าที่แวะมาซื้อหรือชิมไวน์ จะได้รับสิทธิพิเศษไม่เสียค่าผ่านประตู ด้านในเป็นสวนกว้าง แลนสเคปสวย ไม่แปลกใจที่คนนิยมมาจัดงานแต่งงานกัน

Allegrini is another big producer and few years ago they purchased an historical property, the beautiful medieval Villa della Torre, and turned it into their visitor centre. The ideal place for hospitality events thanks to its vast garden, it also has a cool underground cellar where wine tasting sessions are taken. La Grola and La Poja are two of their best bottles, named after the small vineyards where the Corvina grapes are grown, and produced with techniques that are different from the traditional Valpolicella wines.

จุดหมายลำดับต่อไปคือ Allegrini หนึ่งในผู้ผลิตไวน์เจ้าใหญ่แห่งแคว้น ห้องชิมไวน์ใต้ดินของที่นี่กว้างขวาง ร้านค้าก็มีสินค้าให้เลือกมากมายละลานตา ไวน์ตัวที่เป็นที่นิยมคือไลน์ของ La Grola และ La Poja ผลิตจากองุ่นแดงพื้นเมืองสายพันธุ์ Corvina และได้ตั้งชื่อตามชื่อของไร่องุ่นแต่ละที่ Allegrini ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้เทคนิคการผลิตที่แตกต่างจากโรงไวน์เจ้าอื่นๆในพื้นที่ และเมื่อไม่นานมานี้เจ้าของได้ลงทุนซื้อ Villa della Torre วิลล่าเก่าขนาดใหญ่เพื่อเนรมิตให้เป็นศูนย์สันทนาการสำหรับต้อนรับลูกค้า ห้องหับภายในวิลล่าดูเก่าแก่ออกจะขลังๆ ประดับประดาด้วยของแอนทีคจากทุกมุมโลกซึ่งเป็นของสะสมของเจ้าของเอง แอบเห็นชุดเบญจรงค์จากไทยเราด้วย (รสนิยมดีจริงๆพ่อคุณ) เราปลื้มกับสถานที่และการบริการของที่นี่มาก ขอยกให้เป็นแคนทีนไวน์ที่สวยอลังควรค่าแก่การเยี่ยมชมที่สุดในย่านนี้เลย

A visit to this region could not end without a visit to the most famous winemaker: Masi. Their empire is quite big so they own or collaborate with many producers around the region, elsewhere in Italy and also in Argentina. Their Tenuta Canova just above Garda Lake is used during the drying process of Amarone grapes, as well as a centre for hospitality and wine tasting.

It was interesting to discover how Amarone wine came to existence, and it is a story that often repeats itself in life: out of a mistake, something amazing came out. Local grapes had been used since the ancient Roman times to produce sweet wine, the grapes would be left to dry in the sun to increase the sugar content, then fermentation would take place and the sweet Recioto would be the produce. But once a local winemaker forgot to interrupt the fermentation process, so all the sugar turned into alcohol and a strong, powerful bitter wine was the result. Amarone, which means “big bitter” in Italian, was then born and after a few improvements in technique it is now one of the most sought-after Italian wines.

วันถัดมาก็ยังคงหิวไวน์อยู่ (หรือว่าต้องถอน? 555) และแน่นอนว่าถ้าไม่มาที่นี่คงเหมือนมาไม่ถึงถิ่นวัลโปลิเชลล่า Masi แคนทีนไวน์มีชื่อในระดับสากลที่เหล่าคอไวน์ต่างรู้กิตติศัพท์เป็นอย่างดี อันที่จริงเขามีไร่องุ่นกระจายอยู่หลายที่ Tenuta Canova ที่เราไปนั้นหลักๆเป็นร้านค้าและจัดเป็นห้องเล็กๆสำหรับลูกค้าที่แวะมาชิมไวน์ ในบริเวณมีไร่องุ่นและอาคารแบบเปิดโล่งซึ่งใช้เป็นที่สำหรับตากและเก็บองุ่นก่อนนำเข้ากระบวนการผลิตไวน์ Amarone การเดินทางมาที่นี่นับว่าสะดวกเพราะอยู่ไม่ไกลจาก Lake Garda เหมาะกับ day trip สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากทะเลสาป

ที่มาของไวน์ Amarone หรือแปลตรงตัวได้ว่า “รสขมเข้ม” นั้นน่าสนใจไม่น้อย เชื่อไหมว่าไวน์ชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ด้วยความสะเพร่าของพนักงาน!! (ไม่รู้จะชมหรือจะด่าดี) เข้าเรื่องเลยละกัน …กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โรงไวน์แห่งหนึ่งในแคว้นวัลโปลิเชลล่า โรงไวน์แห่งนี้ผลิต dessert wine หรือไวน์หวานชื่อดังของแคว้นที่มีชื่อเรียกว่า Recioto (เรโชโต้) การผลิตไวน์หวานนั้น เริ่มแรกต้องนำองุ่นไปตากในที่ร่มลมโกรกประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อให้องุ่นแห้ง นั่นก็หมายถึงปริมาณน้ำตาลที่เข้มข้นขึ้น จากนั้นก็นำองุ่นตากแห้งไปหมักในถังขนาดใหญ่ ปัจจุบันนิยมใช้ถังอลูมิเนียมแต่ในอดีตมักทำจากไม้หรือคอนกรีต โดยขั้นตอนนี้น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ จากน้ำองุ่นจึงกลายเป็นไวน์ ซึ่งปกติเขาจะหมักในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อให้ได้ไวน์หวานรสชาติตามสูตร แต่วันนั้นเกิดเหตุไม่คาดคิดพนักงานดันลืมเปิดฝาถังหรืออย่างไรไม่ทราบ การหมักที่ยาวนานกว่าปกติทำให้น้ำตาลทั้งหมดได้ถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ เป็นที่มาของไวน์แดงรสขมเข้มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 16-17% ด้วยประการฉะนี้ ทางแคว้นคงต้องยกความดีความชอบให้กับพนักงานผู้เผลอเรอคนนั้น เพราะรสชาติเข้มข้นของไวน์ Amarone ได้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน

But there is only so much wine I can drink, so I was pleased to know that the lake is only a few minutes away by car, and it turned out to be the perfect place to enjoy some breeze and a relaxed stroll.

One of many towns on the shores, Bardolino is a pretty little town that is not as crowded as others further south, so manages to keep a very pleasant atmosphere, and it seems locals enjoy the beaches very much to work on their suntan and cool down in the cold lake waters. Bardolino also give its name to a wine, just in case you’re feeling thirsty once again.

ชิมไวน์กึ่มๆพอประมาณเราก็ชวนกันไปเดินเล่นต่อแถวทะเลสาปการ์ด้า หรือ Lake Garda ทะเลสาปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอิตาลี มีเมืองสวยรอบๆทะเลสาปอยู่หลายเมือง เราเลือกไปที่ Bardolino เมืองเล็กๆทางใต้ โซนใกล้ๆกับไร่องุ่น บางคนอาจจะคุ้นๆเพราะชื่อเมืองได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อไวน์ด้วย เท่าที่เห็นเป็นคนอิตาลีซะส่วนใหญ่ เพราะไม่ใช่เมืองป๊อบปูล่าในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่าง Sirmione แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองเล็กๆที่ครบเครื่องใช้ได้ทีเดียว

In my quest to find the best local restaurants, I drove to Relais & Chateaux Villa Cordevigo so enjoy dinner at their Michelin starred Oseleta Restaurant. Named after a local grape, once again, I told you wine is really important here, the restaurant is set in a classic room overlooking the gardens. The aim is to make the guest feel comfortable here as the dinner is based on multiple courses, carefully crafted by the talented chef. While the service did not go as smoothly as expected, I still really enjoyed the food and the wine, and I remember this night as the perfect coronation of a short trip to the area.

If you happen to be in Verona or Lake Garda, do not miss a visit to this region, while often overlooked it has some hidden gems and will turn out to be a fun place to discover, and get a little tipsy in the process.

และแน่นอนตามธรรมเนียม เราต้องแวะชิมร้านอาหารขึ้นชื่อในละแวกเป็นการปิดท้าย หวยมาออกที่ร้าน Oseleta Restaurant ร้านระดับมิชลินหนึ่งดาวตั้งอยู่ในโรงแรมหรู Relais & Chateaux Villa Cordevigo เป็นร้านบรรยากาศคลาสสิคในห้องกระจกที่มองเห็นวิวสวนด้านนอก เรื่องอาหารผ่านฉลุย แต่ขอหักคะแนนเรื่องเซอร์วิส เพราะลืมให้ขนม petit four ตอนปิดท้ายมื้อ สั่งชาก็แล้วก็ยังไม่ยกมาซะทีจนต้องทวงถาม (เรื่องขนมไม่ใช่เรื่องเล่นๆน่ะ)

และนี่ก็คือทริปหนีร้อนไปพึ่งไวน์ของเรา แคว้นวัลโปลิเชลล่าที่ถึงแม้ไม่โด่งดังแต่ถ้าใครได้มารับรองว่าจะติดใจ ฝากไว้ในอ้อมใจมิตรรักแฟนเพจทุกท่านอีกหนึ่งแคว้นสวยนอกเรด้าร์ของอิตาลี ประเทศที่สวยไปหมดทุกสารทิศจนต้องเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s