Bordeaux: the Mecca of wine lovers

Autumn is the season when I discover my appetite again, after the intense heat of the summer, spent sipping refreshing drinks and having light meals, I finally start craving for real food and obviously some quality wine to go with it.

I call it a journey of taste, a rediscovery of pleasures, so the right destination is important, and since a good meal cannot go without some good wine, this time I choose to explore the wine region of Bordeaux.

ฤดูที่แตกต่างทำให้การไปเที่ยวในสถานที่เดิมให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าฤดูใบไม้ผลิเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่และความหวัง ฤดูใบไม้ร่วงคงเป็นตัวแทนของความหม่นหมองและโรยรา แต่นั่นก็ไม่เสมอไป… เพราะในโลกนี้มีสิ่งสวยงามถือกำเนิดขึ้นมากมายในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

การผลิตไวน์ในโลกเก่า (โซนทวีปยุโรป) เริ่มขึ้นหลังการเก็บเกี่ยวช่วงปลายเดือนกันยายน นอกจากองุ่นทำไวน์แล้วฤดูใบไม้ร่วงยังเป็นช่วงเวลาที่วัตถุดิบชั้นเลิศหลายชนิดพาเหรดออกสู่ตลาด อาทิเช่น เห็ดทรัฟเฟิล ฟักทอง และเกาลัด อากาศเริ่มเย็นลงแต่กลับเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ใบไม้ค่อยๆเปลี่ยนสี ไล่เฉดสวยในโทนเหลือง-แดง-น้ำตาล ฤดูนี้ทำให้นึกถึงการนั่งผิงไฟ ทานอาหารอร่อยๆพร้อมจิบไวน์แดงรสดี เป็นฤดูที่แสนจะโปรดปรานของเราทั้งคู่

The first few days were spent staying just south of Bordeaux, in the Pessac-Léognan wine area, which is hardly the most popular or scenic, but holds some gem wine makers such as Smith-Haut Lafitte or the World famous Chateau Haut-Brion.

Les Sources de Caudalie is a fantastic hotel set among the vineyards of Smith-Haut Lafitte, also being owned by the same family, and it is a destination itself for spa lovers (they own the Caudalie cosmetic brand as well) and gourmet travellers, with a two Michelin star restaurant in-house.

พูดถึงแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอดของโลก คงต้องยกถ้วยรางวัลชนะเลิศพร้อมมงกุฎและสายสะพายให้กับเมือง Bordeaux (บอร์โด) ประเทศฝรั่งเศส และนั่นก็คือที่หมายปลายทางสำหรับทริปจิบไวน์ชมใบไม้ร่วงของเรา

เราเริ่มทริปทางตอนใต้ที่แคว้น Pessac-Léognan ถึงจะไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวแต่เรื่องรสชาติของไวน์จัดว่าไม่แพ้ที่อื่นๆ คอไวน์บอร์โดตัวจริงต้องเคยลิ้มลอง Smith-Haut Lafitte และ Chateau Haut-Brion กันบ้างล่ะ ความประทับใจที่มีต่อโรงแรมอย่างแรกคือโลเกชั่น ธรรมชาติสวยรายล้อมที่มาพร้อมความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ตั้งตระหง่านอยู่ในไร่องุ่นของโรงไวน์เจ้าดัง Smith-Haut Lafitte มาทราบทีหลังว่าเป็นเจ้าของเดียวกัน นอกจากโรงแรมและโรงไวน์ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจในเครือซึ่งก็คือ Caudalie แบรนด์เวชสำอางค์คุณภาพดีของฝรั่งเศสที่มักจะเห็นบ่อยๆตามร้านขายยาและเคาน์เตอร์ในสนามบิน ชื่อโรงแรม Les Sources de Caudalie ก็บ่งบอกชัดเจนไม่ต้องสงสัย สินค้ายอดนิยมแน่นอนว่ามีส่วนผสมขององุ่น และสปาของโรงแรมก็ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องทรีทเม้นต์จากองุ่น จิบน้ำองุ่นไม่พอต้องอาบชโลมไปด้วยจะได้สวยเลอค่าเหมือนพระนางมารีอังตัวเนต!!

As members of SLH group, we were luckily given an upgrade to their Grand Suite, a beautiful room overlooking their vineyards. Sometimes a nice gesture can make my stay very special, and I still fondly remember the morning breakfast in our private balcony looking at the stunning nature around.

Le Grand Vin, as the restaurant is named, offers a nice view of the gardens and ponds of this beautiful place, and in the classically decorated dining room the staff works like a clockwork to offer the best service for the discerning customers. The food is worth the two-star rating, and as you can imagine a lot of attention is given to wine, from the extensive list to the professional service of the sommelier.

อานิสงส์จากการเป็นเมมเบอร์ในเครือโรงแรม SLH (Small Luxury Hotel) เราได้อัพเกรดห้องพักเป็นห้อง Grand Suite ห้องหัวมุมที่มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่ แกรนด์สมชื่อ ฟินมากเวลาสั่งอาหารเช้ามาทานที่ระเบียงห้อง อยากตื่นมานั่งจิบน้ำส้ม (ไม่ใช่นางเอกแต่เพราะไม่ดื่มกาแฟ!) ชมวิวธรรมชาติแบบนี้ทุกวัน ถ้าพักที่นี่แล้วไม่ได้ลองทานฝีมือเชฟที่ Le Grand Vin ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสองดาวที่ตั้งอยู่ในโรงแรมคงจะพลาดมหันต์ เพราะที่นี่เค้าพิถีพิถันทั้งในเรื่องอาหารและการบริการ ลิสต์เมนูไวน์ยาวเหยียดเป็นหางว่าวไม่ให้เป็นการเสียชื่อเจ้าของโรงไวน์มาเอง

From there it is easy to drive north and visit the more famous wine areas of Puillac, Margaux or St-Julien, those that form the so-called “left bank” (of the Gironde river), where different grapes are grown to produce red blends, with Cabernet Sauvignon being the dominant.

This area is famous for its beautiful chateau producing some of the most sought-after and expensive wines in the World. While it is not often possible to visit all of them, planning your trip well in advance will give you the opportunity to explore some excellent wineries, learn something about wine-making, and get a bit tipsy in the process.

Our first stop would be Chateau Pichon-Baron, learning about the history of the estate, dating back to the 1850s when a larger estate was split in two after the death of the owner, Pichon-Baron and Pichon-Comtesse, respectively the son and daughter who inherited the land. A tour of the cellars followed before finally tasting some of their best vintages.

The second estate we visited would be Chateau Giscours, where a more comprehensive tour of the wine making process was done, and luckily being harvest season we could see first hand many of the processes that go into making those fine wines.

ถึงเวลาภารกิจ wine-tasting ที่รอคอย เราเช่ารถขับขึ้นเหนือมุ่งหน้าสู่แคว้นไวน์เลื่องชื่อ Puillac และ Margaux หรือที่มักจะเรียกกันว่า “left bank” คำว่า bank ในที่นี้ไม่ใช่ธนาคารแต่หมายถึงที่ริมฝั่งแม่น้ำ และ left ก็มาจากตำแหน่งที่ตั้งทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำฌีฮอง (Gironde river) นั่นเอง โซนนี้มีปราสาทสวยๆและโรงไวน์ชื่อดังหลายแห่ง แต่ละที่ต้องนัดหมายล่วงหน้าจึงจะเข้าชมได้ ถ้าหวังจะสุ่ม walk-in เข้าไปละก็ ลืมไปได้เลยค่ะ ไวน์แดงมีชื่อของที่นี่ใช้องุ่นพันธุ์ Cabernet Sauvignon เป็นตัวหลัก รสชาติหนักแน่น ฟูลบอดี้ ถูกปากคอไวน์บ้านเรานักแล

Chateau Pichon-Baron แต่เดิมกินเนื้อที่กว้างใหญ่ น่าเสียดายที่มรดกตกทอดแห่งนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อยกให้กับลูกชายและลูกสาวคนละครึ่ง ทั้งคู่ต่างทำโรงผลิตไวน์และตั้งแบรนด์ของตัวเองในนาม Pichon-Baron และ Pichon-Comtesse ที่ Chateau Pichon-Baron เราได้เดินชมห้องบ่มไวน์ เก็บไวน์ และได้ชิมไวน์วินเทจรสดี ที่จริงแค่เข้ามาดูปราสาทเก่าแก่ก็คุ้มแล้วค่ะ

ถัดมาที่แคว้น Margeaux โรงไวน์ขึ้นชื่อของที่นี่คือ Chateau Giscours แม้ปราสาทไม่ใหญ่โตอลังการเท่าที่แรก แต่ก็มีประวัติน่าสนใจไม่เบา เมื่ออดีตเป็นบ้านพักบุคคลสำคัญขนาดที่ภรรยาของขุนนางระดับมาร์กีเคยมาเยี่ยมเยือน ที่นี่เปิดให้ชมกระบวนการผลิตอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การเตรียมองุ่น หมักบ่ม ไปจนถึงบรรจุขวด โชคดีไปจังหวะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจึงได้เห็นวิธีการจัดการผลองุ่นสดแต่เริ่มแรก ไกด์ให้ความรู้ดีมาก จบท้ายด้วยการชิมไวน์และแลกเปลี่ยนทัศนะกันในกลุ่ม

A lot of the prestige comes from a classification of the wine made in 1855 during the Napoleon the Third era, when the Emperor wanted to award the best winemakers with a royal guarantee of their quality. The best chateau were divided into five categories, with only five very exclusive estates making it to “First growth”, and no more than 10-15 in each of the other “Second, Third, Fourth or Fifth”. Less than sixty wine-makers can claim to belong to this exclusive group, and you’ll probably spot them on a wine list because they command higher prices for their quality, guaranteed by the Emperor himself.

ไวน์บอร์โดได้เริ่มมีการจัดระดับคลาสกันตั้งแต่ยุคสมัยนโปเลียน ในปี 1855 เมื่อจักรพรรดิของฝรั่งเศสต้องการมอบรางวัลให้บรรดาผู้ผลิตไวน์คุณภาพเยี่ยมในท้องถิ่น โดยจัดแบ่งออกเป็น 5 ระดับคลาสด้วยกัน “First growth” หรือโรงไวน์ชั้นเลิศอันดับหนึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 แห่ง ส่วนอันดับ 2 ถึง 5 ประกอบไปด้วยโรงไวน์ 10-15 แห่งในแต่ละคลาส รวมๆแล้วมีไม่ถึง 60 เจ้าที่ได้รางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ สนนราคาไวน์ยี่ห้อเหล่านี้จึงสูงลิบให้สมกับความพิเศษที่ท่านจักรพรรดิรับประกันด้วยตัวเอง

After a few days, it was time to explore the “right bank”, driving east towards the town of Saint-Emilion, another big name in the wine universe, but also a beautiful medieval town that deserves to be explored. By far the prettiest in the area, this UNESCO listed town is busy with tourists, but also offers great outdoors best explored by bicycle.

From our hotel, the Chateau Grand Barrail, we could enjoy cycling around the countryside, along the border with the town of Pomerol, and through vineyards such as Petrus, Figeac or Cheval Blanc, big names only afforded by the richest among us, but also peaceful landscapes and fresh air that cost nothing but brings good mood. Merlot grapes grown here are supposed to be the best in the World, so it is no surprise the Saint-Emilion and Pomerol wines have a majority of Merlot in their blend, giving it softer tannins and more red fruit flavours.

ข้ามมาที่ฝั่งขวาของแม่น้ำ หรือ “right bank” กันบ้าง สองเมืองหลักได้แก่ Saint-Emilion และ Pomerol องุ่นพันธุ์ที่เป็นตัวเด่นในไวน์แดงทางโซนนี้คือ Merlot (ถูกยกให้เป็นองุ่น Merlot สายพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย) รสชาติจะออกอมเปรี้ยวเหมือนผลไม้จำพวกเบอร์รี่และมีแทนนินน้อยกว่า Cabernet Sauvignon

จากที่พัก โรงแรม Chateau Grand Barrail เราตะลุยปั่นจักรยานชมไร่องุ่นในเมือง Pomerol ไปทั่ว เป็นบรรยากาศชนบทที่สวยงามเงียบสงบ ได้เมียงมองผ่านรั้วโรงไวน์อันดับต้นๆของโลกทั้ง Petrus, Figeac และ Cheval Blanc ไม่มีโอกาสได้เข้าไปชิมไวน์เพราะเขาเปิดให้เฉพาะกลุ่มพิเศษหรือผู้ที่มาติดต่อธุรกิจเท่านั้น วันนี้ได้มาเห็นเป็นบุญตา หวังว่าวันนึงจะได้ลิ้มลองตัววินเทจปีดีๆเป็นบุญปาก เพี้ยงงง!

A lunch stop at La Terrasse Rouge (the red terrace) is the perfect complement to a morning spent cycling around, after burning all those calories I certainly deserve some bubbles and a tasty lunch.

For an exclusive meal, La Table de Plaisance, right in the centre of Saint-Emilion offers a fantastic lunch menu, a steal when compared to the quality and ambience of this two-star restaurant, and a place I certainly want to visit again next time I am in the area, so good it was!

ท่ามกลางไร่องุ่นและวิวชนบท พลันสายตาไปสะดุดกับอาคารกระจกสะท้อนสีแดง รูปทรงล้ำสมัย มองทีแรกคิดว่าเป็นมิวเซียม ที่ไหนได้มันคือร้านอาหารภายใต้คอนเซ็ปต์สุดล้ำ La Terrasse Rouge (the red terrace) ร้านอาหารฟิวชั่นที่มาพร้อมเทอเรซกว้าง มีทะเลหินสีแดงที่ดูเผินๆเหมือนสระว่ายน้ำอยู่กลางลาน สวยแปลกตาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เพิ่มมูลค่าให้มื้ออาหารได้มากโข

มาต่อที่ Saint-Emilion เมือง medieval พ่วงดีกรีมรดกโลกยูเนสโก้ ไซส์กะทัดรัดแต่อัดแน่นไปด้วยมุมชมวิวสวยๆและร้านอาหารเชฟมิชลิน เราประทับใจมื้อกลางวันที่ร้าน La Table de Plaisance เป็นพิเศษ แต่ละคอร์สอร่อย หน้าตาสวยงาม และราคาคุ้มค่ากับคุณภาพระดับร้านมิชลินสองดาว หลังอาหารจิบชา infused ที่พนักงานสาวสวยบรรจงเด็ดใบสมุนไพรสดๆจากต้น กลิ่นหอมสดชื่นและช่วยย่อยเป็นอย่างดี กระเพาะจึงมีที่ว่างเหลือพอสำหรับมื้อเย็นที่ Logis de la Cadene (นาทีนี้ต้องเรียกว่า “ยัด”) เป็นอันจบภารกิจอยากกินต้องได้กิน สอยดาวมิชลินกลับไปนอนกอดที่บ้านอีกหนึ่งดวง

While we did not have the chance to explore the city of Bordeaux itself, we had a stop at “La cité du Vin”, a decanter shaped building that hosts a museum and exhibition centre, all about wine as you can imagine. Located right on the bank of the river, offers nice views across the city from its rooftop restaurant, allowing me to give proper farewell to this region and its phenomenal efforts in making some of the best wine, and food, the World has to offer. My craving has been truly satisfied.

เนื่องจากทริปนี้เน้นชิมไวน์ชมไร่เราจึงไม่ได้เข้าไปเที่ยวในตัวเมืองบอร์โด แต่แน่นอนว่าต้องไม่พลาดที่นี่ La cité du Vin หรือพิพิธภัณฑ์ไวน์แห่งแรกของโลก ตัวอาคารได้รับการออกแบบเป็นรูป decanter หรือโถแก้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าที่นี่แหละตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง เอ้ย เรื่องไวน์! ตอนที่เราไปทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับไวน์ของประเทศจอร์เจีย มีเครื่องเล่นอินเตอร์แอคทีฟสนุกๆหลายอย่าง ชั้นบนสุดเป็นร้านอาหารและ viewpoint ชมเมือง เสพเรื่องไวน์พร้อมจิบไวน์กันจนนาทีสุดท้ายก่อนไปสนามบิน ใครที่ชอบดื่มไวน์จะเข้าใจดีว่าครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องมาที่นี่ “บอร์โดเมืองเมกกะของคนรักไวน์”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: