My trip to northern Spain starts here, in Santiago de Compostela, where over three hundred thousand pilgrims every year walk for up to a month to show their faith to this holy place.

The final destination of the Walk of St James has a deep meaning for the Catholic religion, so making it my starting point for me felt a bit like a shortcut, but I heard so many amazing stories about this UNESCO listed town that I could not resist the temptation and keep it for last.

เคยได้ยินเรื่องราวของ “เขตสิ้นสุดโลก” หรือ The end of the World กันบ้างรึเปล่าคะ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวันสิ้นโลก แต่เพราะความเชื่อที่ว่าโลกแบน ทำให้คนสมัยนั้นคิดว่าเขตแดนพื้นดินตะวันตกสิ้นสุดลงตรงจุดนี้ ณ แคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน

ทริปตามรอย The end of the World เริ่มต้นขึ้นที่เมือง Santiago de Compostela (ซานเตียโก้เดกอมโปสเตลา) ทางเหนือของสเปน เมืองที่นักแสวงบุญต่างดั้นด้นเดินเท้านานนับเดือนมาเยือนด้วยแรงศรัทธา ซึ่งในแต่ละปีนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าสามแสนคนเลยทีเดียว

 

The history wants that the relics of St James, one of the Twelve Apostles, the original followers of Jesus and thus the fathers of Christianity, were brought here back in the 9th century. A cathedral was built in his honor and people started making a spiritual path across Europe, either by horse or by foot, to pay respect and improve their relationship with faith.

Nowadays The Walk of St James has a few defined starting points, and different options are available, but they are all very challenging and strictly controlled. At each stop people will make sure you followed the rules and will only give you a stamp on you little book if you complied. If even one stamp is missing you cannot consider your spiritual Walk of St James as complete.

Some even make it further, enduring a few extra days of trek past Santiago to the rocky peninsula of Finisterre, the westernmost point of Spain that in Roman times was believed to be the end of the World. It was pretty emotional to watch people finally arriving at this points, and talking to some pilgrims that had been walking for over a month, under sun and rain, heat and cold and no little pain, to achieve this monumental task. A few had tears in their eyes, other left their shoes at the arrival mark, since the old tradition of burning them is no longer allowed.

 

เขาเรียกเส้นทางสายนี้กันว่า The Walk of St James (เส้นทางเซนต์เจมส์) ถ้าเอ่ยชื่อ St James หรือ นักบุญเจมส์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม นักบุญยากอบองค์ใหญ่ หนึ่งในอัครสาวก 12 คนที่ติดตามพระเยซูและเป็นอัครทูตของศาสนาคริสต์ ทุกคนคงต้องร้องอ๋อ นักบุญเจมส์ได้มาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่เมืองซานเตียโก้เดกอมโปสเตลาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 และเมื่อเสียชีวิตลงร่างของท่านได้ถูกฝังอยู่ที่โบสถ์ในเมืองนี้ด้วย เมืองซานเตียโก้เดกอมโปสเตลาจึงนับเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างมากของคริสตจักรโรมันคาทอลิก รองลงมาจากเมืองเยรูซาเล็มและโรม และนักบุญเจมส์ยังได้ชื่อว่าเป็นนักบุญองค์อุปถัมป์ของนักแสวงบุญอีกด้วย

ปัจจุบันจุดเริ่มต้นของเส้นทางเซนต์เจมส์มีกันอยู่หลายที่ แต่คนที่จะได้ชื่อว่าพิชิตเส้นทางแสวงบุญแห่งนี้ได้ ต้องได้รับการสแตมป์ตราผ่านครบถ้วนทุกจุดตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ง่ายๆเลยค่ะ หลายคนที่เชื่อเรื่องเขตสิ้นสุดโลก จะเดินต่อจากเมืองซานเตียโก้เดกอมโปสเตลาไปยังชายฝั่งที่เรียกกันว่า Finisterre (ฟินิสเตอเร) หรือเขตสิ้นสุดโลกนั่นเอง ตรงนั้นจะมีหอประภาคารตั้งอยู่พร้อมด้วยหลักกิโลที่ 0.00 กม. เพื่อยืนยันว่านี่คือจุดสุดเขตแดนจริงๆนะ!

ครั้งนี้เราแอบไปเซอร์เวย์เพื่อสังเกตุการณ์ก่อนไม่ได้ร่วมเดินแสวงบุญกับเขา (ใจยังไม่กล้าพอค่ะ) เห็นนักแสวงบุญคนแล้วคนเล่าที่เดินตากแดด ตากฝน มานานนับเดือนค่อยๆเดินมาถึงหลักชัยด้วยสภาพร่างกายที่เกือบจะไร้เรี่ยวแรงแต่ก็ยังยิ้มได้เมื่อเห็นเส้นชัยตรงหน้า บางคนตะโกนแสดงความดีใจและถอดรองเท้าที่สภาพเกือบยับเยินโยนกองไว้ (เมื่อก่อนคนนิยมจุดไฟเผารองเท้าแต่ตอนนี้ทางการไม่อนุญาตแล้ว) บางคนกอดคอกันร้องไห้ดีใจ นับเป็นฉากที่ค่อนข้างสะเทือนอารมณ์เอามากๆ เราขออนุญาตนักแสวงบุญหญิงชาวญี่ปุ่นที่อายุรุ่นๆเดียวกัน ถ่ายรูปสมุดสะสมสแตมป์ในแต่ละจุดที่ผ่านมาเพื่อดูเป็นขวัญตา

นับถือใจพวกเขามากๆเลยค่ะ ช่วงที่เราไปมีฝนตกแทบทุกวัน ตามริมถนนจะเห็นนักแสวงบุญเหล่านี้เดินลุยฝ่าฝนกันเป็นเรื่องปกติ เหนื่อยไม่เท่าไหร่แต่จะป่วยเอานี่สิคะ คนใจเด็ดเดี่ยวแบบนี้พลางให้คิดถึงฮีโร่ขวัญใจชาวไทยพี่ตูนบอดี้สแลมขึ้นมา

 

For weeks or months they followed the symbol of St James, the scallop shell, until they finally arrived here. This symbol is to be found all along the path to mark the correct way to the pilgrims, and carries an interesting tale.

St James was actually killed as a martyr in Jerusalem, and later his body carried to Spain by sea, but a storm hit just before the boat could arrive and everybody went missing. A few days later the body was found on the beach completely covered in scallop shells, the only body ever recovered from the accident.

The city of Santiago itself is extremely fascinating, with a medieval architecture and very lively atmosphere. It is clearly a religious place, but being full of pilgrims that have just achieved their dream task, there is a very upbeat atmosphere and people always seem ready to party, enjoying drinks and food.

The Parador de Santiago is a 500-year old hotel, right in the centre of town, that is government owned and has so much history that when we visited for dinner it felt a little like being in a museum. The restaurant is located in the old stables, but don’t let this put you off, the huge vaulted room has seen no horses for many decades, just happy diners being spoilt by the waitresses.

The cathedral is not to be missed, being where the relics of St James are held and the final point of the pilgrimage. A Mess is held every day for the pilgrims and we managed to visit as this was happening. It is hard not to be moved by the experience, standing by the statue of St James and whispering in his ears your wishes and hopes.

If just to wonder around and enjoy the local way of life or for deeper spiritual meaning, this little city is one of the best destinations in Europe and I am really glad I’ve made it in my list.

 

ในช่วงสองสามวันนี้สัญลักษณ์ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆคือ “หอยเชลล์” ไม่ว่าจะตรงหลักกิโลสุดเขตแดน ป้ายบอกทางของนักแสวงบุญ หรือตามพื้นถนนและกำแพงในเมือง ว่ากันว่าหอยเชลล์นั้นเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของนักบุญเจมส์ โดยมีตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้นที่ท่านได้เสียชีวิตลงจากการเป็นมรณสักขี (martyr) หรือผู้ที่ถูกฆ่าหรือทรมานจนตายจากความเชื่อทางศาสนา ศพของท่านได้ถูกบรรทุกลงเรือมุ่งหน้ามาสเปน แต่ระหว่างทางเรือได้เจอคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำจนเรือแตกเสียก่อน ศพอื่นๆที่ถูกลำเลียงมาในเรือนั้นได้สูญหายไปกับคลื่นลม มีเพียงศพของนักบุญเจมส์ที่ไม่กี่วันหลังจากนั้นได้ลอยมาติดที่ชายหาดเมืองซานเตียโก้เดกอมโปสเตลาในสภาพสมบูรณ์และถูกปกคลุมไปด้วยหอยเชลล์!

ที่ใจกลางเมืองซานเตียโก้เดกอมโปสเตลายามค่ำคืนบรรยากาศค่อนข้างคึกคัก เพราะนักแสวงบุญต่างพร้อมใจกันออกมาดื่มฉลองให้กับความเหน็ดเหนื่อยในหลายวันที่ผ่านมา โบสถ์ที่นี่เป็นที่เก็บพระธาตุของนักบุญเจมส์ ทุกคนจึงร่วมใจกันมาร่วมพิธีมิสซาที่โบสถ์และมาสักการะพระธาตุเพื่อเป็นการปิดท้ายการเดินแสวงบุญเส้นทางเซนต์เจมส์อย่างสมบูรณ์ กิมมิกของที่นี่คือเราจะได้เดินขึ้นไปตรงรูปปั้นนักบุญเจมส์สีทองอร่ามตั้งอยู่ใจกลางแท่นบูชามิสซาเพื่อกระซิบขอพรที่ข้างหูท่านทีละคน เป็นโมเม้นท์ที่เราแอบขนลุกและตื้นตันไม่น้อย ถึงจะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์แต่ก็รับรู้ได้ถึงพลังศรัทธาอันใหญ่หลวงที่ทุกคนมีต่อท่าน

ใกล้ๆกันกับโบสถ์เป็นที่ตั้งของ The Parador de Santiago หนึ่งในโรงแรมเก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุกว่า 500 ปี ร้านอาหารอยู่ที่ชั้นใต้ดินซึ่งแต่เดิมเป็นคอกเก็บม้า ณ ปัจจุบันที่นั่นไม่มีม้าให้เห็นแล้วจะมีก็แต่ผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสเลิศมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย

เมืองเล็กๆที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้อะไรหลายๆอย่าง ที่สำคัญคือเติมความมุ่งมั่นและพลังศรัทธาให้กับสาวเอเชียที่อยู่ห่างบ้านคนนี้ อยากให้ทุกคนใส่เมืองนี้ไว้ในลิสต์เมืองที่ควรค่าแก่การมาเยือน แล้วจะไม่ผิดหวังเลยค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s