The first thing I noticed arriving at the postcard perfect town of Positano was the American accent everybody seemed to have, no surprises there: this beautiful spot of Amalfi coast is very popular with tourists from all over the World, and at in June the Americans seems to be in big majority.

The town is only tiny and build on the side of a steep mountain, it is incredible just to think how people would build something like this. Finding accommodation here requires early booking and acceptance to fork out a lot of money just to enjoy the views from your window.

478

605

470

476

452

527

และแล้วก็มาถึงอีกหนึ่งดินแดนในฝัน Amalfi coast  จุดหมายของเราอยู่ที่ Positano เมืองสวยบนผาสูงริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ซึ่งผู้คนจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาเพื่อขอยลโฉมและสัมผัสเสน่ห์แดนใต้แห่งนี้ ช่วงที่เราไปคือเดือนมิถุนายน  รายล้อมรอบตัวได้ยินแต่คนพ่นภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน จนบางทีเผลอนึกว่าหลุดเวลาทะลุมิติมาที่แคลิฟอร์เนีย! 

สนนราคาห้องพักที่นี่สูงลิบลิ่วตามกระแสของ demand และโลเกชั่น ดูเหมือนว่าไม่ว่าราคาจะแพงสักแค่ไหน แต่เพื่อแลกกับการได้ชมวิวสวยราวกับภาพโปสการ์ดผ่านทางหน้าต่างห้องพักสักครั้งหนึ่งในชีวิตแล้ว ทุกคนต่างไม่ยี่หระและยอมควักจ่ายแต่โดยดี เราเลือกพักที่โรงแรม Hotel Poseidon ความที่ตั้งอยู่บนผาสูงจึงได้มุมเหมาะเจาะกำลังดี ยิ่งบนดาดฟ้ายิ่งเห็นวิวสวยแจ่ม จนอดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแทบทุกนาที 

465

455

458

474

472

481

As the sun went down and most day-trippers left, we started to appreciate it more by walking down the many steps to explore more of this seaside village. Most of the boutiques and shops are tourist-oriented, so rather than spend my time shopping I decided to enjoy the views with a drink in hand.

I saw some pictures about a fancy hotel called Le Sirenuse, and since I knew they had a terrace bar this was my first choice to challenge my thirst. Sipping a glass of champagne and eating some fresh oysters did not come cheap, but I admit it was one of the best memories I have of this town, being able to admire the sunset and how every angle I looked at seemed to slowly change colors.

485

488

506

483

486

ช่วงเย็นของวันนั้น เราเดินเลาะถนนเลียบผาลงไปตรงบริเวณใจกลางเมือง บริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านค้า บาร์ และร้านอาหาร ขนาดว่าเย็นแล้วจำนวนนักท่องเที่ยวกลับดูไม่ลดลงจากเมื่อกลางวันสักเท่าไหร่ แทนที่จะเดินเบียดเสียดกับผู้คนบนถนนช้อปปิ้งแคบๆ เราพากันเดินฝ่าฝูงชนไปหามุมสงบเพื่อนั่งดื่มเบาๆเคล้าบรรยากาศก่อนพระอาทิตย์ตก

แน่นอนว่าจุดหมายของเราคือ Le Sirenuse โรงแรมหรูริมทะเลที่เหล่าเซเลปจากทุกมุมโลกโปรดปราน ใครที่อยากได้รูปกับแบ๊คกรานด์ชวนฝันที่เป็น signature ของเมือง Positano แล้วล่ะก็ ห้ามพลาดที่นี่เป็นอันขาดค่ะ! เรา walk-in เข้าไปที่ Champagne and Oyster Bar เทอร์เรซขนาดย่อมที่มาพร้อมกับวิวแบบพาโนราม่า นับว่าโชคยังดีที่มีโต๊ะว่างพอดี เราสั่งแชมเปญและหอยนางรมสดๆจากฝรั่งเศสตามชื่อบาร์เพื่อเป็นการให้เกียรติสถานที่ (ที่อิตาลีไม่มีหอยนางรมค่ะ ส่วนใหญ่นำเข้าจากฝรั่งเศส) สนนราคาไม่ต้องพูดถึง โลเกชั่นนี้ วิวนี้ นาทีนี้ต้องยอมจ่ายให้เขาค่ะ! เรานั่งชมวิวเพลินจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีเมื่อขอบฟ้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้ม ถึงเวลาที่พระอาทิตย์โบกมือลาเพื่อไปทำหน้าที่อีกฟากโลก  นับเป็นหนึ่งในความทรงจำราคาแพง แต่มันช่างคุ้มค่าและสวยงามเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ โมเม้นต์นี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมค่ะ! 

502

490

498

500

505

496

Further down towards the beach, we entered the courtyard of the Palazzo Murat where we were kindly walked to the table we booked for dinner.

A very pretty courtyard in an historical palace, it was the perfect place to enjoy an outdoor dinner with my husband, although he seemed to be more concerned with the  latest football score than anything else. Since the national football team was playing an important game at the time, it was only when we heard some loud cheers coming in the distance he realized they finally scored and could start to relax and enjoy the dinner.

508

509

510

511

515

516

พอถึงเวลาดินเนอร์ เราเดินวนตามทางเดินแคบชันลงไปที่หมู่บ้านริมทะเล มุ่งหน้าไปยัง Palazzo Murat อาคารเก่าแก่ซึ่งได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงแรมและร้านอาหาร โดมสวยเด่นสีเหลืองทองที่มองเห็นจากบาร์ Le Sirenuse เมื่อครู่ก็เป็นหนึ่งในอาคารของโรงแรมหรูแห่งนี้ (เห็นวิวมุมบนแล้วลองมาดูวิวบนพื้นราบกันบ้าง) ร้านอาหารที่นี่ทำเป็นสวนเปิดโล่ง มีรางต้นไม้เลื้อยเป็นหลังคา ดอกไม้และต้นมะนาวในสวนต่างผลิดอกออกผลให้สีสวยสด บรรยากาศร่มรื่นและโรแมนติกตามแบบฉบับสวนสวรรค์แห่งเมดิเตอร์เรเนียน 

นอกจากจะประทับใจกับบรรยากาศ อาหารก็อร่อยและบริการดีมาก ที่แปลกกว่าทุกครั้งคือระหว่างที่ทานอาหารจะได้ยินเสียงเฮเชียร์บอลเป็นระยะๆ เนื่องจากวันนั้นเป็นแมตช์แรกของทีมชาติอิตาลีในการลงแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรป แน่นอนว่าคุณสามีผู้มีเลือด Azzuri เข้มข้นย่อมตื่นเต้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนอื่น คอยเช็คมือถือและวิเคราะห์วิจารณ์กับพนักงานเสิร์ฟตลอดเวลา นี่ถ้าไม่เกรงใจภรรยา (ขาโหด) นางคงแคนเซิลมื้อนี้แล้วไปนั่งเชียร์ที่บาร์แบบเต็มอรรถรสเป็นแน่แท้ สรุปว่าคืนนั้นทานอาหารไปลุ้นผลบอลไปพร้อมๆกับพนักงานอย่างสนุกสนาน แถมผลการแข่งขันเป็นที่น่าพอใจ เมื่อกัปตัน Buffon สุดเท่ห์ขวัญใจพาทีมกุมชัยชนะแรกเป็นการประเดิมทัวร์นาเม้นท์ได้อย่างสวยงาม (fc กรี๊ดคอแตกค่ะ) 

512

517

518

521

522

523

The following day we took the boat to the island of Capri, joining many other day-trippers to this expensive island famous for spotting celebrities as much as enjoying the natural beauty.

After arriving at the port we walked up the hill to the main town, already filled with tourists walking up and down the small alleys lined with boutique stores. Not far away we explored the Gardens of Augustus, a manicured park offering spectacular views over the sea and the legendary Faraglioni (rocky formations eroded by the sea).

529

677

539

552

549

569

555

561

560

เช้าวันถัดมาเรามีนัดกับ Capri เกาะยอดฮิตที่เป็นเสมือนเพชรเม็ดงามทางตอนใต้ หนนี้เรานั่งเรือไปเที่ยวเซอร์เวย์แบบเช้า-เย็นกลับ พอไปถึงท่าเรือที่คาปรีคุณสามีพาเราเดินตรงดิ่งไปที่บริเวณหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาชัน จากตรงนี้มีถนนสายเล็กๆและทางเดินแคบๆนำขึ้นไปสู่แหล่งท่องเที่ยวหลักของเกาะ อยากบอกว่าเหนื่อยใจจะขาดค่ะ ปวดขาก็ปวด แต่ทางชันแบบหยุดก้าวไม่ได้ แปลกใจอยู่อย่างที่ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเดินขึ้นมากับเราเลย มาได้คำตอบแบบเห็นเต็มสองตาเอาเมื่อตอนไต่ขึ้นไปจนสุดทาง ว่าที่แท้คนอื่นๆเขานั่งรถกระเช้าขึ้นมากันนี่เอ้งงงง!!! หมดแรงจะบ่น จึงได้แต่ยืนหอบแฮ่กๆมองตาปริบๆ คุณสานะคุณสา ฉลาดปราดเปรื่องรอบรู้ทุกเรื่องแต่ทีเรื่องง่ายๆแบบนี้ล่ะดั๊นไม่รู้ ฮึ่ม!! 

ชีวิตแค่โดนทำร้าย! ถึงแม้จะปวดขาและปวดใจแค่ไหนแต่เราจะต้องก้าวเดินต่อไป! ว่าแล้วก็ไปเดินสำรวจเกาะต่อ เดินมาถึงโซนที่เป็นร้านค้าแบรนด์เนมแหล่งช้อปปิ้ง เจอเข้ากับฝูงชนล้นหลาม มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ก็เยอะ เห็นท่าไม่ดีเราจึงพยายามเดินเลี่ยงออกไปทางริมผา จนได้มาเจอกับสวนหย่อม Gardens of Augustus ที่ที่เราได้พักสายตาและสูดหายใจเต็มปอด แถมจากตรงนี้เราสามารถมองเห็น Faraglioni ก้อนหินที่เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นทะเลและลม จนกลายเป็นรูปทรงเหมือนถ้ำผาสูง เป็นผลงานสร้างสรรค์ของธรรมชาติที่มีชื่ออีกแห่งของเกาะคาปรี

576

579

585

546

587

592

594

681

For lunch we stopped at a pretty restaurant popular with visitors and locals, as well as many celebrities by the look of all the pictures hanging on the walls. We wanted to have a different experience of this island so we started to wonder away from the main area, along a small path and past many pretty small houses until we reached a view point that gave me a spectacular view of the sea below.

The island is very pretty indeed, but given the small size it feels suffocated by the amount of tourists arriving here every day, I almost felt guilty being one of them and realized I should probably spent a couple of nights here to really enjoy the vibe of this place.

พักกินพิซซ่าร้านดังเติมพลัง (ที่รู้ว่าดังเพราะเห็นมีรูปเซเลปแปะอยู่เต็มข้างฝา) อิ่มแล้วก็ชวนกันเดินสำรวจนอกเส้นทางสาย tourist กันต่อ โซนบ้านพักอาศัยบรรยากาศเงียบสงบน่าอยู่มากค่ะ เราเดินเรื่อยเปื่อยไปสุดทางจนได้มาเจอกับจุดชมวิวแห่งนี้ เราได้ใช้เวลาชื่นชมบรรยากาศอยู่นานสองนาน ก่อนที่นักท่องเที่ยวอีกคู่จะเดินมาสมทบ เป็นมุมที่สงบเงียบ มีลมพัดเย็นสบาย เห็นเรือยอร์ชลำเล็กๆจอดอยู่บนผืนทะเลสีน้ำเงินครามประปราย ดูสวยราวกับภาพวาดสีน้ำ ลึกๆในใจอยากให้ Capri ทั้งเกาะมีความสุขสงบเหมือนกับมุมนี้ แต่เกาะสวยขนาดนี้ใครๆก็ต้องอยากมาเห็นเป็นธรรมดา คงยากที่จะเลี่ยงปัญหานักท่องเที่ยว overload เหมือนกับเวนิส

612

531

532

621

623

627

629

My last morning started at the pool of our Poseidon Hotel, the sun was shining and the views of Positano better than ever; it was hard to leave the place heading back home.  Thanks to an evening flight, I had just enough time to explore the area a bit more.

The town of Amalfi, which we drove through on our way along the coast, appeared crowded and a bit chaotic, so I decided to skip it and head straight up the mountain, where the stunning town of Ravello lies.

เช้านี้เรานั่งละเลียดทานอาหารอย่างช้าๆ และใช้เวลาที่เหลือริมสระว่ายน้ำภายใต้แสงแดดอุ่นบนดาดฟ้าของโรงแรม พยายามตักตวงความสุขให้มากที่สุดเพราะอีกไม่ช้าจะต้องบอกลากันแล้ว ดีที่ไฟล์ทขากลับเป็นช่วงเวลาเย็น เราจึงยังมีเวลาเหลือพอสำรวจเมืองใกล้ๆต่ออีกนิด 

Amalfi เป็นเมืองใหญ่สุดและพลุกพล่านที่สุดในละแวกนี้ เราอาศัยช่วงรถติดก่อนเข้าเมืองลงไปแชะรูปเป็นที่ระลึก และตัดสินใจขับผ่านไป เพราะดูจากหางแถวของรถที่ติดแล้วคงไม่แคล้วกินแห้วเรื่องที่จอดรถ ลองเสี่ยงเอาดาบหน้าชวนกันขับต่อขึ้นไปบนภูเขา มุ่งไปยังเมืองสวยนามเพราะอีกแห่ง คราวนี้สวรรค์เป็นใจเพราะหาที่จอดรถได้ในทันที

630

633

640

643

671

Arriving here through the windy road is nothing special, and the town centre is very small and similar to many other places I have been. As soon as I found a spot that looks out towards the coast below, and suddenly realized what the fuss is all about.

Like sitting on the edge of a cliff, the scenery is truly awe-inspiring. Wanting to enjoy it properly, I found a great property with just the views I was looking for. The Palazzo Avino is stunning hotel, but with no more nights left in my trip, all I could do is sit at their terrace for a tasty lunch… with one of the best views I could ever imagine.

This time might have been too short, but I promised myself to come back here as a guest to enjoy the amazing views from their pool side: beauty needs time to be admired, after all!

645

649

655

653

656

659

660

661

Ravello เป็นเมืองเล็กๆที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่าเมืองอื่นๆที่ผ่านมา ขณะนั้นเป็นช่วงเที่ยงพอดี เราจึงตั้งใจเดินหาร้านอาหารเพื่อกินมื้อกลางวันมากกว่าจะเดินชมเมือง แต่พอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เกิดสะดุดตาเข้ากับร้านอาหารของโรงแรมหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ริมหน้าผา เป็นเทอร์เรซที่ทำยื่นออกไปนอกผา เหมือนอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขาเขียว เจอวิวสวยเลอค่าราคาหลักล้านแบบนี้ เราจึงตกลงปลงใจเลือกทานอาหารที่นี่แบบไม่มีข้อสงสัย 

โรงแรมพร้อมวิวสวยอลังที่พูดถึงคือ Palazzo Avino ถ้ามีโอกาสคราวหน้าอยากลองมานอนพักที่นี่ซักคืนสองคืน จะเล่นน้ำในสระว่ายน้ำริมผานั่นให้สาแก่ใจเลยเชียว เที่ยวนี้คงทำได้แค่เอ็นจอยอาหารกับวิวพร้อมมโนไปพลางๆก่อน ขออำลาทริป Amalfi coast ด้วยอาหารอร่อยพร้อมหอยนางรมสดๆอีกมื้อ I’ll be back for more!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s