We left Cape Town behind and drove one hour east, towards the mountains that make the landscape of this world famous wine-making region: Cape Winelands.

ได้เวลาย้ายเมือง เปลี่ยนบรรยากาศ คราวนี้คุณสามีพาขับรถไปทางทิศตะวันออกมุ่งไปยังแคว้นผลิตไวน์เลื่องชื่อ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวเราก็มาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ Cape Winelands คือดินแดนแห่ง wine estate ที่สืบทอดอารยธรรมการปลูกองุ่นทำไวน์จากชาวฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 

img_2961

img_2962

There are certainly not many area where wine is produced in Africa, so I was quite eager to find out how this all started. The history itself is very interesting and started in France during the 17th century. At the time the French Protestant, called Huguenots, became persecuted by the King Luis XIV and most of them left the country, rather than converting to the official Catholic religion. 

The nearby Dutch, being protestant themselves, were very kind in hosting many of those refugees, and many of the Huguenots were relocated to the Dutch colonies around the World. The Cape area was a Dutch colony at the time, so a few of the Huguenots settled here, to then find the ideal conditions for growing grapes and started producing wine in South Africa for the first time, bringing the skills they learnt back in Europe.

ถามว่าแล้วที่ชาวฝรั่งเศสเข้ามาตั้งรกรากอยู่อาศัยและปลูกองุ่น ทำไวน์ในแคว้นนี้ได้อย่างไรนั้น เรื่องมันมีอยู่ว่า… ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ชาวฝรั่งเศสที่นับถือศาสนาอื่นนอกจากศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ ต่างถูกบังคับขู่เข็ญให้เปลี่ยนศาสนา นำมาซึ่งความไม่พอใจ และเกิดการอพยพ (บ้างก็ถูกขับไล่) ออกจากดินแดนฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ หรือที่มีชื่อเรียกว่า Huguenots ก็คือหนึ่งในนั้น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากประเทศฮอลแลนด์ ประเทศข้างเคียงที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิยายโปรแตสแตนท์ ผู้อพยพชาว Huguenots จึงได้รับอนุญาตให้มาตั้งรกรากอยู่ที่ Cape Winelands ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของฮอลแลนด์นั่นเอง

img_2980

img_2982

img_2986

img_3075

img_3003

img_3004

img_2977

img_3386

img_3382

img_3385

This short introduction should set the atmosphere for the amazing beauty of this region: the African landscapes, the Cape Dutch colonial architecture and the elegance of the wine estates that are scattered everywhere, many of those named after their French founders. 

We chose to stay in Franschhoek (which means the French corner in Dutch), it is a very pretty and quiet town and one of the first to be settled by the French, a monument to the Huguenots is there to remember them. 

ด้วย know how ของผู้อพยพชาว Huguenots ประจวบเหมาะกับที่ดินแดนแคว้นนี้มีทำเลเหมาะสมกับการปลูกองุ่นพอดิบพอดี แหล่งปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ชั้นดีจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในแอฟริกาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากภูมิทัศน์อันสวยงามของแอฟริกาแล้ว อาคารบ้านเรือนงานสถาปัตย์แบบดัทช์ และผลงานการสร้างสรรค์โรงไวน์ (wine estate) สุดอลังการในแบบฝรั่งเศส ทำให้แคว้นนี้มีความพิเศษสวยงามไม่เหมือนกับที่ใดในโลก 

เราเลือกพักกันสามคืนที่เมือง Franschhoek ซึ่งเป็นภาษาดัชท์ แปลได้ความว่า French corner หรือมุมของชาวฝรั่งเศส เป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ บ้านเรือนรูปทรงสวยงาม รายล้อมไปด้วยภูเขาและไร่องุ่น ให้นึกยังไงก็นึกไม่ถึงว่าเป็นเมืองในแอฟริกาจริงๆค่ะ สวยสงบและน่าอยู่มากๆ ที่เมืองมีอนุสาวรีย์ Huguenots เพื่อรำลึกถึงผู้อพยพชาวฝรั่งเศสที่นำความรู้ ความเจริญ เข้ามาสู่ชุมชนด้วย 

img_3398

img_3394

img_3400

img_3399

img_3402

img_3388

img_3389

img_3404

img_3410

img_3411

I was surprised by the amount of beautiful estates and villas that can be chosen as accommodation, this is really paradise for those who love elegant settings, fine dining and wine tasting.

We stayed at Akademie Street Boutique Guesthouse, and we were immediately welcomed by the Irish manager who made us feel at home. Set in the centre of town, it was an ideal spot for nice walks along the main street, or to wander further afield and get lost among the vineyards, like the picturesque La Provence road, running parallel to the main road yet well immersed in the rural setting.

เข้าเช็คอินที่เกสต์เฮ้าส์ใจกลางเมือง Akademie Street Boutique มาถึงผู้จัดการชาวไอริชให้การดูแลต้อนรับอย่างดี (เขาเคยอยู่ที่เมืองไทยด้วยค่ะ) อีกทั้งบรรยากาศด้านในดูอบอุ่นจนเหมือนมาพักอยู่บ้านเพื่อนซะมากกว่าจะเป็นโรงแรม ภายในบริเวณมีสระน้ำและมุมสวนหย่อมเล็กๆ อาหารเช้าจะเลือกนั่งทานที่ห้องอาหาร ห้องสมุด หรือริมสระน้ำก็ได้  ห้องที่เราพักต้องขึ้นบันไดไปชั้นสอง เป็นห้องขนาดกว้างและตกแต่งไว้สวยงามมาก จากทั้งห้องนอนและห้องน้ำสามารถเห็นสระน้ำและวิวใบไม้เปลี่ยนสีด้านนอกแบบเต็มๆจอ ใบไม้สีเหลืองสลับแดง ดูสวยสดงดงาม บรรยากาศช่างเป็นใจให้กับคู่ฮันนีมูนซะเหลือเกิน

การออกไปเดินชมเมืองยิ่งทำให้ประทับใจเข้าไปอีก ในเมืองเล็กๆแค่นี้กลับมีเกสต์เฮ้าส์สวยๆบ้านเก๋ๆหลังใหญ่โตอยู่เต็มไปหมด นับเป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบความหะรูหะรา ไม่ว่าจะเรื่องชมวิว เรื่องพักผ่อน หรือเรื่องกินดื่ม! ยิ่งถนนเส้น La Provence road ยิ่งแล้ว ขอรับประกันด้วยเกียรติของเนตรนารีเลยว่าสวยไม่แพ้แคว้น Provence แม่แบบที่ฝรั่งเศสเลยค่ะ เราเดินเล่นชมเมือง ชมธรรมชาติกันเพลิน จนเวลาผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว 

img_2963

img_2964

img_2965

img_2966

img_3450

img_2972

img_2974

img_2976

img_3441

img_5737

The first wine estate we visited was just out of town: La Motte is a famous estate currently owned by one of the richest families of South Africa, so they invested considerable amount of money to cater for the most discerning customers. We dined at their Pierneef a La Motte restaurant, so it was a great opportunity to taste some of their wines during our dinner.

La Motte เป็นโรงไวน์แห่งแรกที่เราแวะชม เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ว่ากันว่าเจ้าของเป็นมหาเศรษฐีชาวแอฟริกาที่ทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างโรงไวน์หรูแห่งนี้ขึ้นมา แต่ทว่าครั้งนี้เราไม่ได้แวะเข้าไปเพื่อชมการผลิตและชิมไวน์นะคะ เราได้จองดินเนอร์ที่ร้าน Pierneef a La Motte ซึ่งเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อของที่นี่เอาไว้ ทานอาหารไปชิมไวน์ไปนี่แหละค่ะได้รสชาติดีที่สุด ภายในร้านตกแต่งไว้อย่างเรียบหรู อาหารรสชาติดี บริการเป็นกันเอง แถมยังมีขนมอร่อยๆมาเซอร์ไพร์สตอนท้ายอีกด้วย (เริ่ดตรงนี้!) 

img_3372

img_3373

img_3375

img_3377

img_3378

img_3379

img_3380

The following days we set out to explore the region a bit more and discover some of the wine estates. The choice is really huge, and most estates have a nice restaurant, or even a spa or hotel, so they are often a destination in itself.

Delaire Graff is the African retreat of the diamond dealer Laurence Graff, who created this wine estate, luxurious hotel and restaurant. We had the pleasure to lunch at the Asian inspired restaurant: Indochine, followed by a great selection of wines at their tasting room. Thanks to the gorgeous weather, the wine tasting was done at the outdoor terrace, the stunning views there are hard to describe in words. Being autumn when we visited we were lucky to enjoy so much sunshine, with the added bonus of the beautiful yellow and red colors from the trees. Whatever the weather, do not miss their incredible Delaire Graff White Reserve.

img_5838

img_5839

img_5854

img_5853

img_5855

img_5846

img_5845

img_5851

img_5852

วันถัดมาเราเตรียมตะลุยชิมไวน์ตาม wine estate ต่างๆ แอบไม่แน่ใจว่าจะเรียกภาษาไทยว่ายังไงดี อาณาจักรไวน์? คฤหาสน์ไวน์? หาคำที่เหมาะเจาะไม่ได้จริงๆจึงขออนุญาตเรียกง่ายๆว่า “โรงไวน์” ละกันค่ะ ถึงแม้ว่าความจริงแล้วมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมากโข เพราะลองได้ชื่อว่า wine estate แล้ว จะมีพื้นที่กินบริเวณกว้าง มีทั้งไร่องุ่น โรงงานผลิตไวน์ ร้านอาหาร และห้องชิมไวน์ บางที่เลเวลอัพถึงขนาดมีโรงแรมและสปาอยู่ในบริเวณด้วยเลย 

Delaire Graff  คือหนึ่งใน wine estate สุดหรูที่ว่า ในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีทั้งโรงแรม สปา และร้านอาหาร 2 ร้าน ใครเบื่อที่จะขับรถมาก็สามารถนั่งเฮลิคอปเตอร์มาลงจอดชิลล์ๆได้ด้วย (เว่อร์วังพอไหมคะ?) นายทุนคือเจ้าของเดียวกับ Graff แบรนด์เครื่องประดับเพชรที่มีชื่อเสียงในกลุ่มมหาเศรษฐีที่นิยมเพชรเม็ดงามไซส์กะรัตบิ๊กเบิ้มโอนลี่ 

พอรู้ว่าหนึ่งในห้องอาหารที่นี่มีเมนูอาหารเอเชียแบบฟิวชั่น เราจึงรีบบึ่งมาแบบไม่รอช้า ต้องขอชมเชยเชฟที่ร้าน Indochine แห่งนี้ ว่าทำออกมาได้ดีทีเดียวค่ะ เราสั่งทั้งแกงอินเดีย ต้มข่าไทย และขนมชาเขียวญี่ปุ่น รวมมิตรเอเชียซะขนาดนี้ ถึงจะไม่เหมือนออริจินัลแต่ก็รสชาติดีไม่มีผิดหวังสักจาน พอเสร็จจากมื้อกลางวัน เราก็เดินผ่านไร่องุ่นไปยังห้องชิมไวน์ซึ่งมีขนาดใหญ่โตและสามารถนั่งด้านนอกเพื่อชมวิวได้ด้วย ภูเขาในฤดูใบไม้ร่วงให้สีสวยแปลกตาดีค่ะ มีทั้งเขียว เหลือง น้ำตาล ส้ม แดง ชมพู นั่งมองไปยิ้มไป ก็วิวดีๆแบบนี้ไม่ได้เห็นกันง่ายๆนี่คะ ยิ่งฤดูนี้เขาว่าปกติฝนจะลง ฟ้าจะครึ้ม มีแต่คนบอกว่าคู่เราโชคดีมากที่มาได้จังหวะดี ฟ้าโปร่งโล่งแจ้งทุกวัน อากาศแบบนี้เขาว่าสิบปีมีหนเลยทีเดียว! เราลองชิมไวน์ไปสามชนิด ที่ติดใจที่สุดและอยากแนะนำคือไวน์ขาวตัวที่ชื่อ Delaire Graff White Reserve ค่ะ

img_5848

img_5850

img_5847

img_5858

img_5860

img_5861

img_5864

img_5867

Just opposite to this estate, a much smaller and very modern winery called Tokara is gaining attention thanks to the positive reviews and awards it is collecting. Wine tasting there is for free, but the quality and value for money of their red wine was so good we could not leave without a bottle.

ฝั่งตรงข้าม Tokara เป็นโรงไวน์ขนาดย่อม ที่มีกรรมวิธีการผลิตแบบทันสมัย ไม่หรูหราแต่ทว่ามีรางวัลการันตีพร้อมรีวิวดีๆมากมาย ที่นี่เปิดให้ลูกค้าชิมไวน์ได้ฟรีไม่ต้องเสียเงินซักกะแดงเดียว ฉะนั้นทุกท่านจึงควรแวะมาอย่างยิ่งยวดค่ะ (ใครชอบของฟรีเชิญทางนี้!) แต่งานนี้ไม่ขอรับประกันว่าจะไม่ติดใจจนต้องถอยไวน์แดงติดไม้ติดมือกลับบ้านไปซักขวดสองขวดแบบเรานะคะ 

img_5872

img_5873

img_5874

img_5876

Half an hour away, we briefly stopped at the university town of Stellenbosch, to walk around the shops and cafes lining up the streets. While not quite as pretty as Franschhoek, and considerably bigger, it is more centrally located if visiting wineries is the main objective.

วันถัดมาเราแวะไปเที่ยวเมือง Stellenbosch เมืองมหาวิทยาลัยที่มีขนาดใหญ่กว่า Franschhoek ถึงแม้ว่าความสวยมีเสน่ห์จะไม่เท่า แต่ Stellenbosch ถือเป็นเมืองที่มีโลเกชั่นดี เพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงไวน์ชื่อดังทั้งหลาย และยังมีร้านคาเฟ่ฮิปๆ แถมด้วยงานศิลปะเก๋ๆเรียงรายให้ได้ชมอยู่ตลอดสองข้างทาง

img_5742

img_5743

img_5754

img_5753

img_5745

img_5757

img_5758

img_5760

We drove up the mountain to visit Uva Mira Mountain Vineyards, located over 600 meters above sea level on the slope of the mountain. From there we could see as far as the Table mountain and False bay, recalling the great memories we have from the first part of the trip. The view alone is worth the trip, but not to miss the best things life has to offer, their Sauvignon Blanc won the prize for “best Sauvignon Blanc in the World” a few years ago, the perfect complement to those breathtaking views.

Uva Mira เป็นอีกโรงไวน์ที่เราเลือกแวะชม ด้วยที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาที่ความสูง 600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เราจึงสามารถเห็นทั้งวิวของภูเขา Table mountain และอ่าว False bay ของเมืองเคปทาวน์ มันอะเมซิ่งมากค่ะ! นั่งจิบไวน์อร่อยๆไปพลางนึกถึงทริปที่เคปทาวน์ไปพลาง นอกจากวิวสวยสะกดใจแล้ว อีกเหตุผลที่เลือกแวะมาที่นี่ นั่นเพราะว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไวน์ Sauvignon Blanc ของเขาเคยได้รับรางวัลไวน์ Sauvignon Blanc ที่รสชาติดีที่สุดในโลกมาแล้วค่ะ ถือเป็นรางวัลของชีวิตจริงๆที่ได้นั่งชิมไวน์รสดีท่ามกลางวิวสวยแบบนี้ 

img_3459

img_3460

img_3461

img_3476

img_3465

img_3466

img_3472

img_3740

Back in Franschhoek for our last dinner, we enjoyed a superb meal at Foliage, recommended by our host, it is a small but popular restaurant that I will remember as one of the best meals in the area.

Time flies when I enjoy myself so much, so it was a sad moment when we had to leave but I will certainly be back one day soon, so much more to explore and enjoy around here. The next destination, however, is even more exciting, I will take a flight across the country to the Kruger National Park: my first African safari experience is about to start.

img_5881

img_5883

img_5884

img_5885

img_5880

ส่งท้าย Franschhoek ด้วยดินเนอร์มื้ออร่อยที่ร้าน Foliage ร้านโปรดของผู้จัดการชาวไอริช ในเมื่อเจ้าถิ่นแนะนำมาเราจึงไม่ลองไม่ได้แล้ว เป็นร้านสไตล์ open kitchen บรรยากาศง่ายๆ อาหารอร่อย ไวน์อร่อย แค่นี้ก็เพียงพอกับการปิดทริปแบบแฮปปี้เอนดิ้งที่ดินแดนแห่งไวน์แห่งนี้ 

หลายวันที่ผ่านมาเราทั้งคู่ปรนเปรอตัวเองด้วยอาหารและไวน์อย่างดี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายครั้งใหม่ ซึ่งคราวนี้เราต้องอยู่กลางทุ่งหญ้า กลางแดด กลางฝุ่น… และสัตว์ป่า! ใช่ค่ะ เรากำลังมุ่งหน้าไปทริปซาฟารีในทุ่งหญ้าสะวันนาที่ Kruger National Park แค่คิดก็ตื่นเต้นสุดๆไปเลย ไม่รู้ว่าจะได้เห็น Big five ครบรึเปล่า? แล้วจะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายแบบใกล้ชิดไหม? คำถามมากมายที่รอหาคำตอบได้ในตอนถัดไป พร้อมจะร่วมผจญภัยไปกับเรารึยังคะ? 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s