We caught a speedy Shinkanzen from Tokyo, stopped for two nights in Hiroshima, and then arrived in Kumamoto; the prefecture in the island of Kyushu in  Southern Japan. Our final destination was in Aso Kuju National Park area. We needed another ride to Akamizu station and it was a pretty slow one on a red vintage train. Akamizu station was small, surrounded by mountains and farms. It reminded me of some scenes in Japanese old films. It took another 10 minutes by taxi, then we arrived at the resort. Long journey to arrive here with many connections but it was worth the effort!

ฉึก กะ ฉัก ฉึก กะ ฉัก ปู๊นน ปู๊นนนนน… เกิดมาก็เพิ่งเคยนั่งรถไฟหวานเย็นที่ญี่ปุ่นเน้อ ช้าได้ใจจริงๆ ฮ่าาา ตอนแรกก็ไฮโซอยู่หรอกค่ะ ลากกระเป๋าเสือดาวคู่ใจขึ้นชินคันเซนมาจากโตเกียว แวะเข้าฮิโรชิม่า ต่อมาถึงคุมาโมโตะ มาตกม้าตายเอาขบวนสุดท้ายซะนี่ จุดหมายของเราคือ สถานีอากะมิสึ (Akamizu) ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าชนบทดีๆนี่เอง อากะมิสึเป็นสถานีเล็กๆสร้างด้วยไม้ มองไปรอบๆมีแต่ทุ่งนาป่าเขา บรรยากาศเงียบสงบ ดูคล้ายกับฉากหนังย้อนยุคของญี่ปุ่นยังไงยังงั้น ถามว่าแล้วไปทำอะไรที่นั่นเล่า?  ตุเลงๆเดินทางมาไกลขนาดนี้ ต้องมีเป้าหมายที่คุ้มค่าอย่างแน่นอนค่า!

img_6515img_6498img_6499img_6502img_6500img_6517

We planned to stay in the wellness resort Aso Farm Land, located in the National park area near Mount Aso, the largest active volcano in Japan. It’s a big-scale resort built in 1995 aiming to facilitate people who had concerns about health. As the theme concept is “People, nature, and vitality”, they provide various facilities and activities. The interesting one was the Forest walk with 40 interactive equipment to play along the walk. The animal farm, craft and cooking workshop, and the athletic playground are not to be missed especially for the families.

พอลงสถานีอากะมิสึ เราก็ต่อรถแท๊กซี่มาอีก 10 นาทีจึงถึงที่หมายปลายทาง นั่นคือ “อาโสะฟาร์มแลนด์” (Aso Farm Land) โรงแรมเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในเขต ‘อุทยานแห่งชาติอาโสะคูจู’ อาโสะเป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะ อยู่ที่เกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ที่นี่มีภูเขาไฟที่ยังไม่หลับสนิทลูกใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งตามชื่อเมืองว่า ‘ภูเขาอาโสะ’  ส่วนที่อาโสะฟาร์มแลนด์แห่งนี้ เขาว่ามันคือโรงแรมที่คล้ายกับ theme park (สวนสนุก) สำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยตั้งอยู่ในทำเลที่แสนจะธรรมชาติ อยู่กลางป่ากลางเขา แถมยังอยู่ใกล้กับภูเขาไฟลูกใหญ่เบ้อเริ่ม จึงมีทั้งน้ำแร่ มีทั้งอากาศบริสุทธิ์ให้ได้สูดเต็มปอด นอกจากนี้ทางโรงแรมยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายหลายชนิดให้เลือกทำอีกด้วย

img_6516img_6518img_6504img_6507

The signature “Aso volcano hot spring” or “Onsen” are set both in indoor and outdoor with the mountain view, separated for gentlemen and ladies (of course!). It was so tempting to see each hot spring pond in different colours and flavours; Red wine, Yuzu, Chinese herbs, and my favourite Sake! Better not to get thirsty while you are soaking though. The other healing programmes I enjoyed during the stay were the Sauna with 13 kinds of hot furnaces, Oxygen dome, and DIY volcanic clay mask spa.

ตอนนั้นเราซื้อเป็นแพคเกจเหมา 3 วัน 2 คืน จะได้ทั้งคูปองกินอาหาร ซึ่งในนั้นมีหลายร้านให้เลือก บางร้านก็ใช้คูปองฟรี บางร้านก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่ม ร้านโปรดของเราคือร้านเนื้อย่างเกาหลีที่ต้องจ่ายตังค์เพิ่ม (อุตส่าห์มาถึงญี่ปุ่นดันไปเสียตังค์ให้ร้านเกาหลีซะนี่! 555) ส่วนกิจกรรมสันทนาการ เขาก็ให้คูปองเล่นได้ 3 อย่างต่อวัน (แพคเกจอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ ยังไงลองเช็คดูอีกทีนะคะ) มีกิจกรรมให้เลือกเล่นเยอะมากกกค่ะ รักพี่เสียดายน้อง แต่ก็ต้องตัดใจเลือกเอา อย่างแรกที่พลาดไม่ได้แน่ๆคือ การแช่น้ำในบ่อน้ำแร่จากภูเขาไฟอาโสะ หรือ “ออนเซน” ออนเซนที่นี่แบ่งเป็นห้องชาย-หญิง และมีโซนในร่มกับกลางแจ้งซึ่งจะเห็นวิวภูเขาด้วย อ้อ เขาสร้างกำแพงมิดชิดไม่ต้องกลัวใครมาแอบดูนะคะ จังหวะดีมากตอนที่ไปไม่มีคนเลย เพราะช่วงเช้าๆพวกกรุ๊ปทัวร์จะเช็คเอาท์ ไม่ก็ออกไปเที่ยวกันหมด เสร็จโก๋สิ! เราลงบ่อโน้นแช่บ่อนี้ ถ่ายรูปเล่นอยู่คนเดียวอย่างเมามันส์ยังกับเป็นไพรเวทออนเซน ไฮไลท์คือแต่ละบ่อเขาจะมีกิมมิกไม่เหมือนที่อื่น มีทั้งบ่อไวน์แดง บ่อส้มยูซุ บ่อสมุนไพรจีน ที่เราลงแช่นานที่สุดเป็นบ่อสีขาวๆ รสหอมละมุน มันคือบ่อ”สาเก”ของโปรด! สาบานได้ว่าไม่ได้แอบชิมค่า แค่ดมๆกลิ่นเอา (ฮ่าๆ)

กิจกรรมสันทนาการอื่นๆก็เช่น เดินเล่นในป่าจำลอง ซึ่งมีอุปกรณ์แบบ interactive กว่า 40 ชนิดให้เล่น / ซาวน่าบำบัดที่มีถึง 13 ห้อง แต่ละห้องมีหินแร่ต่างชนิดที่เขาอวดอ้างว่ามีสรรพคุณบำบัดต่างๆกัน /  สปามาร์กโคลนภูเขาไฟแบบทำเอง อันนี้ชอบสุดเลยค่ะ เขาจะให้โคลนมาหนึ่งกระปุก เป็นโคลนเนื้อเนียนๆมีกลิ่มหอมอ่อนๆและออกสีน้ำตาลอ่อน ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ในห้องโถงจะมีอ่างอยู่ประมาณ 20 อ่าง ใหญ่โตทีเดียวค่ะ วิธีทำก็คือเราก็ลงไปนอนในอ่าง จะแช่น้ำอาบน้ำก่อนก็ได้ แล้วก็เอาโคลนพอกหน้าพอกตัวตามที่สบายใจ ทิ้งไว้สักพัก แล้วก็ล้างออกเอง หลังทำผิวนุ่มลื่นมากๆเลยล่ะค่ะ ติดใจจนต้องเหมาโคลนกลับบ้านกันไปหลายกระปุก นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ มีฟาร์มสัตว์ มีสนามเด็กเล่น แถมกลางคืนมีตกแต่งซุ้มไฟสวยงามตระการตา เรียกได้ว่ามาที่เดียวคุ้ม สนุกกันได้ทั้งครอบครัวเลยค่ะ ตลอดทั้งสามวันเราก็ขลุกตัวกันอยู่แต่ในโรงแรมนี่แหละ

img_6508img_6503img_6511img_6510

We stayed in a twin room in the Village zone. There were a total of 300 terrine dome-shaped log houses, painted in lovely pastel colour. It was so unreal to see all of them together, like an image from a Japanese cartoon.  Following the environmental-friendly design concept, the log house had no electric light and windows.  The sunlight penetrated from the small glass  hole built on the roof. What a smart way! Moreover, at night you could also enjoy the view of starry sky  from your comfy bed.

มาถึงสิ่งที่ทำให้เราดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อมาให้เห็นกับตา มันคือบ้านพักรูปร่างครึ่งวงกลมคล้ายโดม ทุกหลังทาด้วยสีพาสเทลหวานๆ ไม่ใช่เล่นๆนะคะมีทั้งหมดกว่า 300 หลังเลยค่า! เห็นแล้วอดจินตนาการถึงบ้านในการ์ตูนเรื่องหนูน้อยอาราเล่ไม่ได้ เราพักอยู่ในโซน village แต่ละหลังจะอยู่ใกล้ๆกันไม่มีรั้วกั้น ที่น่าสนใจคือบ้านพักทุกหลังไม่มีหน้าต่าง ไม่มีหลอดไฟ แล้วแสงสว่างมาจากไหนล่ะ? สถาปนิกเขาออกแบบให้มีกระจกใสๆเป็นช่องบนหลังคากลางโดมเพื่อให้แสงธรรมชาติลอดผ่านเข้ามาได้ และถึงแม้แดดจะจ้าแค่ไหน ภายในห้องก็ไม่ร้อนเพราะตัวบ้านทำมาจากดิน กลางคืนยังได้นอนดูดาวแถมไปอีก โอ้ว แผนการนี้ช่างล้ำลึกนัก! ทั้งได้ช่วยโลกทั้งได้เอนเตอร์เทนคนที่มาพัก สมราคามันสมองพี่ยุ่นเขาจริงๆค่ะ

img_6501img_6512img_6514img_6513

After three days of relaxing and enjoying healthy activities,  we headed to Akamizu station for a sweet ride back to the city. At the station, while we were waiting for the train, we met a 70 year old lady whom we had met on the same train on the arrival day. She rode the bicycle to check the time table at the station. It was pure destiny! She gave us a warm welcome and  a memorable goodbye. Also that little leopard little cutie at the station, she gave us a big smile before leaving. Sayonara Aso. Sayonara Obachan. Ogenki de ne!

ขากลับก็ตามเดิมค่ะ ต้องไปขึ้นรถไฟป๋องแป๋ง (ฮ่าๆ) เจอเด็กน้อยในชุดเสือดาวน่ารักมากมายเลยต้องขอชักภาพรัวๆ ว่าไปน้องก็สู้กล้องไม่เบานะคะ พูดถึงตอนขามาบนรถไฟ เราเจอคุณยายคนนึงอายุ 70  ปี นางก็น่ารักตามประสาคนบ้านนอกญี่ปุ่น นั่งคุยกันมาเรื่อย นางบอกว่านางแวะไปทำธุระในเมืองมา กำลังจะกลับบ้านที่อากะมิสึ ทีนี้ตอนระหว่างรอรถไฟขากลับ เราออกมาหยอดตู้น้ำอยู่หน้าสถานี คุณยายคนเดิมดันบังเอิญปั่นจักรยานผ่านมาพอดีจ้าา  นางบอกตะหงิดๆเลยอยากแวะมาสถานีเพื่อเช็คตารางเวลารถไฟของพรุ่งนี้ “ご縁ですね!” คนญี่ปุ่นเขาเชื่อมากนะเรื่องว่าเรามีบุญวาสนาต่อกันเราจึงได้มาเจอกันอีก ว่าแล้วนางก็ควักเงินออกมาเลี้ยงน้ำพวกเราค่ะ นางบอกวันนี้นางอารมณ์ดีเพราะเพิ่งไปรับเงินบำนาญประจำปีมา คุณยายใจดีน่ารักแท้น้อ อาริกาโตะโกะไซมัส! ก่อนจากก็ถ่ายรูปร่ำลาอาวรณ์กันไป นับเป็นอีกหนึ่งมิตรภาพที่น่าจดจำในระหว่างการเดินทาง  แต่ที่น่าจดจำยิ่งกว่านั้นคือ นึกยังไงไม่รู้ค่ะ กลับมาเมืองไทยเอาอายุคุณยายไปแทงหวยจ้า ครั้งแรกในชีวิตเลยนะ และก็ ถูก-หวย-กิน อินเทรนด์ไปตามระเบียบ โถ่ คุณยายนะคุณยาย!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s