Flight from Istanbul is about 75 minutes. Me and my husband flew to Kayseri airport and rented a car, it took one-and-half hour drive to get to the Göreme National Park area. Our hotel was in a town called Uçhisar. Convenient location yet less touristy than Göreme. We drove along the cliff until we reached the impressive Uçhisar castle, then we followed a small steep road next to the Castle. And there we found the sign of ‘Rox Cappadocia’

img_6231

ฉันและสามีบินจากอิสตันบูลมาลงที่สนามบิน Kayseri ใช้เวลา 75 นาที จากเมืองไคเซรีใช้เวลาขับรถอีกประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงบริเวณอุทยานแห่งชาติโกเรเม่  ถ้าไม่ได้มากับทัวร์ขอแนะนำให้เช่ารถขับ เพราะแถบนี้มีแต่หินจึงมีฝุ่นเยอะ แดดก็แรง และหารถโดยสารสาธารณะค่อนข้างยาก เราเลือกพักที่เมือง Uçhisar (อุชิซา) เพราะไม่พลุกพล่านเหมือนอย่างเมืองยอดนิยม Göreme (โกเรเม่) ที่มักมีกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆไปพัก อย่างว่า ยุคนี้ยุคทัวร์จีนครองเมืองอ่ะนะ โรงแรมอยู่ใกล้ๆกับปราสาท Uçhisar castle  แอบงงทางเล็กน้อย ด้วยเป็นทางแคบๆ ดูทีแรกคิดว่ามีแต่บ้านคนอาศัย ต้องจอดรถแล้วลากกระเป๋าเดินลงไปถึงจะเจอป้ายบอกทาง

img_6216

Rox Cappadocia is a small luxury boutique hotel. Recently, they won the 2015 World Luxury Hotel Award as continent winner of “Best luxury rooftop view hotel”. The hotel is located on the cliff so the hotel entrance is from the rooftop terrace. The terrace was uniquely decorated in modern style contrasting with panoramic view of the rocky valley. I enjoyed myself for a while with those spectacular views and as usual taking many pictures. Later, we were escorted to our room,—the ‘Premier Cave Suite’.

Rox Cappadocia โรงแรมบูทีคขนาดกระทัดรัด มี 5 ห้อง การันตีด้วยรางวัล World Luxury Hotel Award ปี 2015 สาขา Best luxury rooftop view hotel (โรงแรมที่มีวิวจากดาดฟ้าที่สวยที่สุดในทวีป) แหม่! แค่เกริ่นก็ไม่ธรรมดาซะแล้ว วันที่ไปพักเจ้าของบอกเราว่าเขากำลังจะไปรับรางวัลนี้ที่ฮ่องกง ยังช่วยแนะนำร้านติ่มซำให้เขาอยู่เลย ฮ่าๆ ด้วยความที่ตั้งอยู่บนหน้าผา พอเดินเข้าโรงแรม ด่านแรกที่เจอคือส่วนระเบียงดาดฟ้า (ตายตั้งแต่ด่านแรกค่ะ!) ระเบียงถูกตกแต่งด้วยโต๊ะเก้าอี้ดีไซน์เก๋ สีสดตัดกับวิวของหุบเขาหินสีขาวที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า นี่สินะ! หุบเขาหินปล่องไฟที่ใครๆก็อยากมาเห็น มัวแต่เพลิดเพลินกับการชมวิวและวิ่งถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้ไปทั่ว รู้ตัวอีกทีพนักงานยกกระเป๋าลงไปเก็บให้ที่ห้องเรียบร้อยแล้ว

img_6217-1img_6222-2img_6219img_6233img_6218

It’s so difficult to tell the first impression toward the Cave room. It’s dark, number of windows count is zero, low ceiling, cool floor and dusty smell. I needed to leave the door open a bit to let some fresh air in. I don’t think I am so keen on this Cave comfort yet. It is a highlight for tourists in the area, experiencing life of Cave-dweller; I did enjoy this experience for a night, but maybe one was enough.

img_6227img_6221img_6230img_6232-1img_6229

คืนแรกเราตกลงปลงใจมานอนที่ Premier Cave Suite หรือ ‘ห้องถ้ำ’ ห้องถ้ำถือเป็นไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยว ใครมาที่นี่ก็มักไม่พลาดที่จะลอง เนื่องจากชนพื้นเมืองคัปปาโดเกียดั้งเดิมอาศัยอยู่กันในบ้านถ้ำ ไหนๆก็มาถึงถิ่นของมนุษย์ถ้ำแล้ว ต้องขอลองนอนในถ้ำดูซักคืน! ห้องอยู่ชั้นล่างสุด (โรงแรมมี 3 ชั้น) เป็นห้องแบบไม่มีหน้าต่างและเพดานเตี้ยมาก ห้องจึงค่อนข้างมืด รู้สึกเย็นๆที่พื้นและมีกลิ่นของดินและฝุ่นเตะจมูก นี่มันคือ บ้านดินเวอร์ชั่นสถาปนิกลืมใส่หน้าต่างชัดๆ! แอบรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก เราเลยเปิดประตูแง้มไว้ทั้งคืน มั่นใจระดับนึงเรื่องความปลอดภัยของที่นี่ เพราะระหว่างทางที่ผ่านมาก็เห็นชาวบ้านเขาอยู่กันแบบไม่มีรั้วบ้านน่ะ (ไม่รู้เกี่ยวกันไหม? 555) ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีทีเดียว แต่เราว่าขอครั้งนี้เป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายพอละกันเนอะ (ยิ้มอ่อน)

img_6228img_6139img_6226img_6223435

The other two nights, we got the room with windows! ‘Deluxe stone room with panoramic view’. It is beautifully decorated in local style. Love the combination of purple and gold tone. We could enjoy blissful morning view of the sky painted by rising balloons from our windows as well.

It was a great stay. Arda, the hotel’s owner was  friendly and very helpful. Breakfast was great in variety, also serving local products and home-made dishes. The sunrise moment on the terrace is our best memory.  It felt really amazing to witness so many baloons floating in the morning sky, no picture could represent it, you have to experience it to feel its magic.

img_6225img_6224img_6234-1

อีกสองคืนถัดมา เปลี่ยนห้องมาเป็น Deluxe stone view with panoramic room แค่เห็นหน้าต่างก็น้ำตาจะไหล (สัญญานะว่าเราจะไม่พรากจากกันอีก!) ห้องนี้สวยมาก ดูหรูหราภารตะด้วยโทนสีม่วง-ทอง ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ใช้ตกแต่งก็ล้วนเป็นงานฝีมือชาวพื้นเมือง ที่ปลื้มที่สุดคือ ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่สามารถเห็นวิวบอลลูนยามเช้าจากหน้าต่างได้ด้วย บอกแล้วว่าหน้าต่างไม่เคยทำให้ผิดหวัง!

นับว่าเป็นโรงแรมที่เล็กแต่ครบเครื่อง เจ้าของโรงแรมหนุ่มหล่อวัยสามสิบกว่าๆ ‘อาด้า’  มีความเป็นกันเองและดูทุ่มเทกับงานบริการมาก (ข้อเสียอย่างเดียวคือ มีแฟนสวยเกิน!) อาหารเช้าอร่อย หลากหลายชนิด และปรุงด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น เราชอบกินแตงกวาสดๆจิ้มกับซอสมะเขือเทศโฮมเมดรสซ่าๆ กินเหมือนเหมาสวน จนคุณป้าแม่บ้านแอบค้อน  คงนึกสงสัยว่าที่ประเทศไทยไม่มีแตงกวาให้กินรึไงนะ?! ที่ประทับใจไม่รู้ลืม คงเป็นฉากของบอลลูนนับร้อยลอยล่องเต็มฟ้าตอนที่เราขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตรงระเบียง มันอึ้ง มันตื้นตัน มันบรรยายความรู้สึกออกมาไม่ถูกเลยล่ะค่ะ อยากให้ทุกคนได้ลองมาเห็นเองกับตาจริงๆ

 

6 comments

  1. This rooftop alone is such a highlight that I instantly want to go! As I’m reviewing several luxury hotels a month on my blog as well, this property definitely would fit! Thanks a lot for the review and the amazing pictures 🙂

    Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s